ตึกถาวรวัตถุ

 

               นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว และศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุ อันเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกที่มีความเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวงมาโดยตลอด

               ก่อนที่จะมีการสร้างตึกถาวรวัตถุนั้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า  การก่อสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ตามพระเกียรติยศของพระบรมวงศานุวงศ์ที่บริเวณ ท้องสนามหลวงนั้นเป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในสิ่งที่ไม่คงทนถาวร  เพราะทำสำหรับใช้งานเพียงครั้งเดียวเสร็จแล้วก็ต้องรื้อทิ้ง  ไม่ได้เกิดประโยชน์ในภายภาคหน้า  ควรจะสร้างสิ่งที่คงทนถาวรสำหรับใช้เป็นพระที่นั่งทรงธรรมแทน  เมื่อจะพระราชทานเพลิงพระศพก็เพียงแต่สร้างพระเมรุน้อยเท่านั้น

               ในพ.ศ. 2436 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารขึ้นหลังหนึ่ง  ตรงบริเวณด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  เรียกว่า  ตึกถาวรวัตถุ  ในครั้งนั้นมีพระราชประสงค์ว่าจะใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของพระองค์เอง  ถ้าว่างเว้นจากการใช้ในงานพระเมรุแล้วจึงจะทรงอนุญาตให้ใช้เป็นที่เล่าเรียน ของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย   แต่ประจวบกับใน พ.ศ. 2437  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จสวรรคต จำเป็นที่จะต้องสร้างพระเมรุมาศเพื่อใช้ในการออกพระเมรุท้องสนามหลวงด้วย  จึงทำให้เข้าใจว่าเป็นการก่อสร้างเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร  

                การก่อสร้างโปรดฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงออกแบบตึกเป็นอาคารมียอดปรางค์ 3 ยอดตามแบบปราสาทนครวัด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงวางศิลาพระฤกษ์การก่อสร้างตึกถาวรวัตถุเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2439  แต่การก่อสร้างอาคารเป็นไปอย่างล่าช้าจึงไม่แล้วเสร็จ  ไม่ได้ใช้ทั้งในการพระเมรุและการศาสนศึกษา จนสิ้นรัชกาล 

               ครั้น ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าตึกใหญ่ริมถนนหน้าพระธาตุนั้น  การก่อสร้างค้างมานานแล้ว  หากสร้างให้สำเร็จก็จะเป็นสถานที่ที่สง่าแก่พระนคร  เป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศและสมควรเป็นสถานที่ราชการได้แห่งหนึ่ง   จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อมาจนสำเร็จ  แต่ทรงลดยอดปรางค์ลงจากเดิมที่กำหนดไว้  คงมีอยู่แต่มุข 4 ด้านตามระยะๆ เท่านั้น เมื่อสร้างเสร็จแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครจากศาลาสหทัยสมาคมมาตั้งที่ตึกถาวรวัตถุ  และพระราชทานให้เป็นสถานที่ตั้งหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครตั้งแต่นั้นมา เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกถาวรวัตถุเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2459

              ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาราชบัณฑิตยสภาขึ้นเมื่อพ.ศ. 2469  แล้วพระราชทานพื้นที่ด้านทิศเหนือของตึกถาวรวัตถุให้เป็นที่ทำการ  และให้มีหน้าที่ดูแลหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครด้วย  พร้อมกันนั้นได้พระราชทานหนังสือและตู้หนังสือในห้องสมุดส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแก่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร  ซึ่งขณะนั้นหนังสือภายในตึกถาวรวัตถุมีจำนวนมาก พื้นที่ไม่เพียงพอที่จะเก็บหนังสือที่จะพระราชทานให้ใหม่ได้  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน ให้เป็นสถานที่ตั้งหอพระสมุดวชิรญาณเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง คือ

- แห่งที่ 1  ตึกถาวรวัตถุ  ใช้เป็นที่เก็บหนังสือทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ  และหนังสือส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  และพระราชทานนามใหม่ว่า  หอพระสมุดวชิราวุธ

- แห่งที่ 2  พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน ในพระราชวังบวรสถานมงคล  ให้เป็นที่เก็บรักษาศิลาจารึก  พระคัมภีร์  หนังสือสมุดไทย และที่เป็นหนังสือใบลาน  ตู้ลายรดน้ำต่างๆ พระราชทานนามว่า  หอพระสมุดวชิรญาณ 

               เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอพระสมุดวชิรญาณและหอพระสมุดวชิราวุธ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 

               ต่อมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักและกรมในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2476 โปรดให้โอนงานของราชบัณฑิตยสภามาขึ้นอยู่กับกรมศิลปากร เปลี่ยนชื่อหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร เป็น หอสมุดแห่งชาติ

                พ.ศ. 2509 หอสมุดแห่งชาติก่อสร้างอาคารหลังใหม่ที่ท่าวาสุกรีแล้วเสร็จ  จึงได้ย้ายหนังสือทั้งหมดที่หอพระสมุดวชิราวุธไปให้บริการที่ท่าวาสุกรี   รวมทั้งต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดของหอพระสมุดวชิรญาณด้วย  เมื่อตึกถาวรวัตถุว่างลง  จึงได้ย้ายหอพระสมุดวชิรญาณที่พระที่นั่งศิวโมกข์พิมานกลับมาตั้งที่ตึกถาวรวัตถุ  ขณะนั้นตึกถาวรวัตถุใช้เป็นที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ ของกรมศิลปากร คือหอพระสมุดวชิรญาณ  กองวรรณคดี  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ  และหน่วยงานอื่นที่ไม่ได้ขึ้นกับกรมศิลปากร คือ ราชบัณฑิตยสถาน ต่อ มา พ.ศ. 2519  อาคารหอพระสมุดหอวชิรญาณ (อาคาร 2) ที่ท่าวาสุกรีก่อสร้างเสร็จ  จึงย้ายหอพระสมุดวชิรญาณที่ตึกถาวรวัตถุ  ไปให้บริการที่ท่าวาสุกรี 

               ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนถึงพ.ศ. 2552  ตึกถาวรวัตถุมีหน่วยงานต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันใช้เป็นที่ทำการตลอดมา คือ กองสถาปัตยกรรม  ศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก และราชบัณฑิตยสถาน

               พ.ศ. 2540  รัฐบาลมีโครงการบูรณะปรับปรุงตึกถาวรวัตถุ  เพื่อจัดตั้งเป็นสิ่งก่อสร้างอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครบ 100 ปี พุทธศักราช 2540 (King Chulalongkorn the Great Memorial Hall Project ) แต่การบูรณะสำเร็จเต็มตามโครงการเมื่อพ.ศ. 2553 ในโอกาส 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

 

เปิดบริการ : วันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 9.00 - 16.00 น.

ปิดบริการ :  วันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ที่ตั้ง : ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทรศัพท์ 0 2222 4867  โทรสาร 0 2221 6830

หมายเหตุ : ไม่เสียค่าเข้าชม