บริการ

for w3c
ภาพตัวอย่าง

หนังสือทั่วไป หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน

  หนังสือทั่วไปภาษาไทยมีให้บริการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปีปัจจุบัน และหนังสือทั่วไปภาษาอังกฤษมีให้บริการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ถึงปีปัจจุบัน  ประกอบด้วย 10 หมวดดังนี้ 000 วิทยาการคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ และความรู้ทั่วไป  100 ปรัชญาและจิตวิทยา 200 ศาสนา  300 สังคมศาสตร์  400 ภาษาศาสตร์   500 วิทยาศาสตร์ 600 เทคโนโลยี 700 ศิลปะและนันทนาการ 800 วรรณกรรม 900 ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์                                          ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 2 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์ 02-2809828-32 ต่อ 686, 669

ภาพตัวอย่าง

หนังสือประเทศไทย หนังสือนานาชาติ

ห้องบริการหนังสือประเทศไทย ให้บริการหนังสือที่จัดพิมพ์ในประเทศไทย โดยไม่แยกปี พ.ศ. ที่ตีพิมพ์ ครอบคลุมหนังสือในทุกหมวดวิชา ตั้งแต่หมวด 000-900 ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมถึงบริการหนังสือส่วนตัวและจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤษดากร, พระยาอนุมานราชธน, หลวงวิจิตรวาทการ และขุนวิจิตรมาตรา   ห้องบริการหนังสือประเทศไทยให้บริการในระบบชั้นปิด ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอใช้บริการ                         หนังสือนานาชาติ ให้บริการหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นภาษาของแต่ละประเทศ จำนวน 64 ประเทศ โดยได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศ รวมถึงได้รับบริจาคจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้บริการในระบบชั้นเปิด ผู้ใช้บริการสามารถเลือกอ่านหนังสือได้ตามอัธยาศัย                        ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 3 วันและเวลาทำการ วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์  02-2809828-32 ต่อ 694 โทรสาร 02-2813614

ภาพตัวอย่าง

หนังสือหายาก

หนังสือหายากเป็นเอกสารที่มีคุณค่าถือเป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติทั้งด้านเนื้อหาและด้านการพิมพ์ มีอายุประมาณ 50-150 ปี ซึ่งผู้ใช้บริการอาจไม่สามารถหาได้จากห้องสมุดทั่วไป และไม่มีจำหน่วยในท้องตลาด ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเก็บรักษาหนังสือหายากที่มีคุณค่าไว้เป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ โดยผ่านขั้นตอนการดำเนินการตามหลักวิชาบรรณารักษศาสตร์แล้ว จำนวนมากกว่า 50,000 เล่ม ประกอบด้วย       - พระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ หนังสือส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ๆ  - หนังสือที่พิมพ์ในระยะเริ่มแรก หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก และพิมพ์ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ - หนังสือที่มีความโดดเด่น มีรูปเล่มสวยงาม และมีภาพประกอบที่ทรงคุณค่า เป็นต้น และยังนับรวมถึงหนังสือใหม่ที่พิจารณาแล้วว่าจะเป็นหนังสือพิเศษที่หาได้ยากในอนาคตอีกด้วย ห้องหนังสือหายากให้บริการในระบบชั้นปิดทั้งหนังสือหายากภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ นอกจากนั้นยังจัดเก็บและให้บริการหนังสืออนุสรณ์งานศพ และหนังสือแบบเรียนเก่า ผู้ประสงค์จะขอใช้บริการต้องปฏิบัติตามระเบียบการใช้บริการหนังสือหายาก ดังนี้ - ลงชื่อเข้าใช้บริการ - กรอกแบบฟอร์มการขอใช้บริการให้ชัดเจน ถูกต้อง  - แนบบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ - ใช้หนังสือได้ครั้งละ ๕ เล่ม และให้ใช้ภายในห้องหนังสือหายากเท่านั้น ห้ามนำหนังสือออกโดยมิได้รับอนุญาต - ห้ามคัดลอกหรือทำสำเนาใดๆ นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา หมายเหตุ : หอสมุดแห่งชาติสงวนสิทธิ์งดใช้บริการต้นฉบับจริงในกรณีที่หนังสือหายากนั้นมีสำเนาในรูปอื่นๆ  เช่น ไมโครฟิล์ม CD หรือสำเนาในรูปกระดาษ                    ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 2 ชั้น 3 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 16.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์ 02 280 9828 - 32 ต่อ 327, 330                

ภาพตัวอย่าง

วารสารและหนังสือพิมพ์

                             หอสมุดแห่งชาติให้บริการวารสารและหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับล่วงเวลา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน สำหรับวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลาจะให้บริการด้วยระบบชั้นปิดเพื่อเป็นการอนุรักษ์ ข้อมูลและสภาพต้นฉบับวารสารและหนังสือพิมพ์ให้มีอายุยืนยาวนาน และบางฉบับมีการเย็บเล่มปกแข็ง การทำสำเนาด้วยการถ่ายไมโครฟิล์ม การทำสำเนา                        ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติยังคงเก็บรวบรวมวารสารและหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไว้สำหรับให้บริการโดยมีรายการวารสารและหนังสือพิมพ์ที่ให้บริการประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ภาษาไทย หนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ วารสารภาษาไทย วารสารภาษาต่างประเทศ วารสารและหนังสือพิมพ์เย็บเล่มภาษาไทย วารสารและหนังสือพิมพ์เย็บเล่มภาษาต่างประเทศ วารสารและหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่ถ่ายไมโครฟิล์มและไมโครแจ๊กเก็ต วารสารและหนังสือพิมพ์ภาษต่างประเทศที่ถ่ายไมโครฟิล์มและไมโครแจ๊กเก็ต               ระเบียบการใช้บริการวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา        - ใช้วารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับย้อนหลังหรือฉบับเย็บเล่ม ติดต่อเจ้าหน้าที่        - กรอกแบบฟอร์มขอใช้บริการและแลกบัตรประจำตัวประชาชน/บัตรนิสิต นักศึกษา หรือบัตรอื่นที่ส่วนราชการออกให้        - ใช้วารสารและหนังสือพิมพ์ภายในห้องบริการวารสารและหนังสือพิมพ์เท่านั้น ห้ามนำออกโดยมิได้รับอนุญาต        - แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อต้องการถ่ายสำเนาหรือถ่ายภาพ                                   วารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับปัจจุบัน ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 1 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์  0 2280 9828-32 ต่อ 636                                                                                    วารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 4 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 16.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์ 0 2280 9828-32 ต่อ 734, 735  

ภาพตัวอย่าง

นวนิยาย

รายละเอียดบริการ       หนังสือนวนิยาย แบ่งการให้บริการเป็น 2 ระบบ คือ ระบบชั้นปิดและระบบชั้นเปิด ดังนี้        ♦ หนังสือนวนิยายภาษาไทยที่จัดพิมพ์ในระหว่างปี พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน ให้บริการระบบชั้นเปิด ณ มุมหนังสือนวนิยาย อาคาร 1 ชั้น 3 ผู้ใช้บริการสามารถเลือกอ่านหนังสือนวนิยายได้ตามอัธยาศัย        ♦ หนังสือนวนิยายภาษาต่างประเทศที่จัดพิมพ์ในระหว่างปี ค.ศ. 2000-ปัจจุบัน ให้บริการระบบชั้นเปิด ณ มุมหนังสือนวนิยาย อาคาร 1 ชั้น 3 ผู้ใช้บริการสามารถเลือกอ่านหนังสือนวนิยายได้ตามอัธยาศัย        ♦ หนังสือนวนิยายภาษาไทยที่จัดพิมพ์ต่ำกว่า พ.ศ. 2550 และหนังสือนวนิยายภาษาต่างประเทศที่จัดพิมพ์ต่ำกว่า ค.ศ. 2000 ให้บริการระบบชั้นปิด ผู้ใช้บริการต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอใช้บริการ   วันและเวลาทำการ วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น. วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติครม.   เบอร์โทรศัพท์  โทร.       02-2809828-32 ต่อ 694 โทรสาร  02-2813614



ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
for w3c
ภาพตัวอย่าง

ตำนานสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมไทยสี่ภาค

          สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีความงดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่งกัน โดยใช้ “น้ำ” เป็นสื่อในการสร้างสัมพันธไมตรี          ตามคติโบราณที่สืบทอดกันมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบัน ถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย โดยปกติกำหนดวันสงกรานต์ไว้ ๓ วัน วันแรกเรียกว่า วันมหาสงกรานต์ คือวันที่พระอาทิตย์ เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ วันที่ ๒ เป็นวันเนา และวันที่ ๓ เป็นวันเถลิงศก (วันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนจุลศักราช)            ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา วันมหาสงกรานต์จะตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน แต่กำลังจะเปลี่ยนเป็นวันที่ ๑๔ เมษายน เพราะการคำนวณตามคัมภีร์สุริยยาตร์นั้น วันมหาสงกรานต์จะเลื่อนไป ๑ วันทุก ๆ ๖๐ ปีเศษ            ปฏิทินหลวงในปัจจุบันกำหนดให้วันที่ ๑๓ – ๑๕ เมษายน เป็นวันเทศกาลสงกรานต์ แต่วันเถลิงศกยังอาศัยการคำนวณอยู่ บางปีจึงเป็นวันที่ ๑๕ เมษายน และบางปีเป็นวันที่ ๑๖ เมษายน   "ประกาศสงกรานต์"           ถือเป็นประกาศของทางราชการอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดปีหนึ่ง ๆ จะเปลี่ยนปีนักษัตรเริ่มศักราชใหม่ ทางราชการจะประกาศสงกรานต์ให้ราษฎรได้ทราบ เกี่ยวกับวัน เดือน ข้างขึ้น ข้างแรมในปีต่อไป            ประกาศสงกรานต์มีสารประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของราษฎรหลายเรื่อง เช่น ทำให้ทราบวัน เวลา ขึ้นศักราชใหม่ กำหนดการพระราชพิธีต่าง ๆ การเกิดจันทรุปราคา สุริยุปราคาในบางปี รวมถึงเกณฑ์น้ำฝนที่จะทำนา และวันเริ่มต้นทำนาปลูกข้าว เป็นต้น ประกาศสงกรานต์ ปีรัตนโกสินทร ศก ๑๒๐ การก่อพระเจดีย์ทราย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม สมัยรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๙ (ที่มา https://www.lp-yaem.com/photographs-thai/) การก่อพระเจดีย์ทรายในปัจจุบัน (https://oer.learn.in.th/search_detail/result/92172)   งานประเพณีก่อพระทราย วันไหลบางแสน (https://oer.learn.in.th/search_detail/result/93545) "เปิดตำนานวันสงกรานต์"           มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงกรานต์มาแต่สมัยโบราณว่า ท้าวกบิลพรหมซึ่งเป็นเทพชั้นพรหมแพ้พนัน ธรรมบาลกุมาร เด็กอายุ ๗ ขวบ ที่เรียนจบพระคัมภีร์ไตรเพท ด้วยปัญหา ๓ ข้อ คือ ในเวลาเช้า เวลาเที่ยง และเวลาค่ำ มนุษย์นั้นมีราศีอยู่ที่ใดบ้าง จึงต้องตัดเศียรตัวเองบูชาธรรมบาลกุมารตามสัญญาที่ตกลงกัน แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมนี้ร้อนแรง หากวางบนแผ่นดินจะเกิดไฟไหม้โลก ถ้าโยนขึ้นบนอากาศฝนจะแล้ง หากทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง จึงมอบหน้าที่ให้ธิดาทั้ง ๗ นาง ผลัดเปลี่ยนกันอัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเช่นนี้ประจำทุกปี ธิดาทั้ง ๗ นางนั้น มีชื่อต่าง ๆ กัน แต่รวมเรียกว่า นางสงกรานต์ทั้งสิ้น คือ          ๑. นางสงกรานต์ทุงษะเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกทับทิม ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วปัทมราช (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคืออุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ          ๒. นางสงกรานต์โคราคะเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วมุกดาเป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)          ๓. นางสงกรานต์รากษสเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วโมรา ภักษาหารคือโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังวราหะ (สุกร)          ๔. นางสงกรานต์มณฑาเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ ภักษาหารคือนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเข็ม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)          ๕. นางสงกรานต์กิริณีเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วมรกต ภักษาหารคือถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังคชสาร (ช้าง)          ๖. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกจงกลนี ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วบุษราคัม ภักษาหารคือกล้วยและน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (กระบือ)          ๗. นางสงกรานต์มโหธรเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วนิลรัตน์ ภักษาหารคือเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)           นอกจากนี้ ตามตำนานยังมีความเชื่อว่าหากในปีใดนางสงกรานต์ยืนมา จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ถ้านางสงกรานต์นั่งมา จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ หากนางสงกรานต์นอนลืมตา ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข และถ้าในปีใดนางสงกรานต์นอนหลับตา พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรืองดี ที่มาภาพนางสงกรานต์ : https://today.line.me/th/v2/article/3qOJJW   "สืบสานวัฒนธรรมไทยสี่ภาค"           คนไทยในแต่ละภูมิภาคจะมีรูปแบบ พิธีกรรม จารีต ความเชื่อ เอกลักษณ์ และการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันไปตามคติความเชื่อและการดำเนินชีวิต แต่กิจกรรมหลัก คือ การทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ การอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว การรดน้ำดำหัวขอพรผู้อาวุโส การสรงน้ำพระ การก่อพระเจดีย์ทราย การเล่นน้ำ การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงมหรสพ และการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างความรื่นเริงและความสามัคคีกันในครอบครัวและในชุมชน ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ภาคเหนือ           ประเพณีสงกรานต์ภาคเหนือ เรียกว่า “ปเวณีปีใหม่” หรือ “ปาเวณีปีใหม่” อ่านว่า “ป๋า-เว-นี-ปี๋-ใหม่” จัดขึ้นอย่างน้อย 3 – 5 วัน เรียกวันที่ 13 เมษายนว่า วันสังกรานต์ล่อง (อ่านว่า สังขานล่อง) หมายถึง วันที่ปีเก่าผ่านไป หรือวันที่สังขารร่างกายแก่ไปอีกปี           วันแรก คือ วันสังกรานต์ล่อง ชาวล้านนามีความเชื่อว่า ตอนเช้ามืดจะมีปู่สังกรานต์หรือย่าสังกรานต์ สวมใส่เสื้อผ้าสีแดงล่องแพไปตามลำน้ำนำสิ่งชั่วร้ายมาด้วย ดังนั้นชาวบ้านจะทำการยิงปืนหรือจุดปะทัดเพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป อีกทั้งยังนำพระพุทธรูปมาชำระและสรงน้ำอบโดยใช้น้ำขมิ้นส้มป่อย และทำความสะอาดบ้านเรือน           วันที่สอง คือ วันเนา หรือ วันเน่า หรือ วันดา ชาวล้านนามีความเชื่อว่า ห้ามผู้ใดทะเลาะเบาะแว้งกัน พิธีกรรมของวันเนานี้จะตระเตรียมสิ่งของและอาหารเพื่อนำไปทำบุญในวันพญาวัน ช่วงบ่ายจะขนทรายเข้าวัดและตัดกระดาษเป็นธงสีต่าง ๆ เรียกว่า “ตุง” สำหรับปักที่เจดีย์ทราย           วันที่สาม คือ วันพญาวัน เป็นวันเริ่มศักราชใหม่ มีการทำบุญตักบาตร ทำทานขันข้าว (ตาน-ขัน-เข้า) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มีการไปคารวะผู้ใหญ่ เรียกว่า “ดำหัว”            วันที่สี่ คือ วันเล่นสาดน้ำ เรียกว่า วันปากปี๋ หมายถึง การรดน้ำดำหัวเจ้าอาวาสวัดอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง            วันที่ห้า คือ วันปากเดือน ถือเป็นวันเริ่มเดือนใหม่ มีการดำหัวผู้ใหญ่และการเล่นสาดน้ำประเพณีสงกรานต์ภาคเหนือ พิธีสรงน้ำพระ (https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/songkran-festival)   การรดน้ำและก่อเจดีย์ทราย (https://today.line.me/th/v2/article/nE6zKK) ภาคอีสาน           ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสาน เรียกว่า “บุญสงกรานต์” หรือ “บุญเดือนห้า” หรือ “สังขานต์”           วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “มื้อสงกรานต์ล่อง” หรือ “มื้อสงกรานต์พ่าย”           วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “มื้อเนา” ชาวบ้านจะแต่งกายสวยงาม นำอาหารไปตักบาตรที่วัด ขอพรจากพระภิกษุผู้ใหญ่ และสรงน้ำพระพุทธรูปรดไปตามรางริน หนุ่มสาวมักรวมกลุ่มไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ มีการจัดทำบายศรีสู่ขวัญผู้ใหญ่ หลังจากนั้นจึงเล่นรดน้ำกันเอง และช่วงกลางคืนมีการร่วมกันสวดมนต์เย็นและฟังธรรม          วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “มื้อสงกรานต์ขึ้น” นิยมฉลองสงกรานต์ต่อเนื่อง 7 – 15 วัน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์คนที่ไปทำงานยังต่างถิ่นจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อเป็นการรวมญาติและทำบุญอัฐิบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า “สักอนิจจา” ประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์ในแม่น้ำโขง ภาคอีสาน (https://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=35&chap=2&page=t35-2-infodetail04.html) การสรงน้ำพระ (https://romdee.net/umbrella-buddhist-ceremony/).   การรดน้ำสงกรานต์(https://www.admissionpremium.com/content/2482) สงกรานต์วัดไชยศรีบ้านสาวะถี(https://travel.mthai.com/region/208816.html)   เทศกาลดอกคูน-เสียงแคน และถนนข้าวเหนียว (https://travel.mthai.com/region/208816.html) ภาคกลาง             วันเถลิงศกขึ้นปีใหม่ มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและรดน้ำผู้ใหญ่เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ในกรุงเทพมหานครประชาชนนิยมตักบาตรและสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ณ ท้องสนามหลวง ประเพณีสงกรานต์ในเขตภาคกลางที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญยังมีในหลายพื้นที่ อาทิ ประเพณีสงกรานต์มอญ มีการจัดในหลายพื้นที่ในประเทศไทย เช่น บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น โดยมีพิธีกรรมและการละเล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำบุญถือศีล การเซ่นสังเวยต่อท้าวกบิลพรหม เทวดาและนางสงกรานต์ การแห่ข้าวแช่ การแห่ธงตะขาบ การสรงน้ำพระ การค้ำโพธิ์ การขนทรายเข้าวัด และการเล่นสะบ้า           ประเพณีสงกรานต์พระประแดง เดิมเรียกว่า สงกรานต์ปากลัด เป็นรูปแบบที่คงรักษาวัฒนธรรมของชาวรามัญ-ไทย ที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นหนึ่งในงานเทศกาลมหาสงกรานต์ 4 ภาคของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีการจัดขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามตระการตา ขบวนแห่นางสงกรานต์ ขบวนรถบุปผาชาติ ขบวนสาวรามัญ-หนุ่มลอยชาย เอกลักษณ์การแต่งกายด้วยชุดไทยรามัญและชุดลอยชายเพื่อไปทำบุญที่วัด เวลากลางคืนจะมีการละเล่นสะบ้าตามบ้านเรือนต่าง ๆ โดยการเล่นน้ำในวันสงกรานต์พระประแดง หรือเรียกว่า “วันไหล” จัดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หลังจากงานสงกรานต์ปกติประมาณ 1 สัปดาห์ การละเล่นมหรสพพื้นบ้านในเทศกาลสงกรานต์ ภาคกลาง(https://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=35&chap=2&page=t35-2-infodetail04.html) ภาพจิตรกรรมฝาผนังพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถาณมงคล(https://bit.ly/3EGzwN9) พิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลสงกรานต์(https://www.facebook.com/chiangmaicityheritagecentre/). พระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง เปิดให้ประชาชนร่วมสรงน้ำและสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงสงกรานต์(https://mgronline.com/local/detail/9650000031314) สงกรานต์พระประแดงในอดีต(https://bit.ly/39cvccK) ขบวนแห่รถบุปผาชาติ สงกรานต์พระประแดง(https://bit.ly/3OAu8iT) เทศกาลสงกรานต์พระประแดง(https://travel.mthai.com/news/209549.html) สงกรานต์พระประแดงสมัยปัจจุบัน(https://travel.mthai.com/news/209549.html) การประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ จัดขึ้นในงานประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์(https://www.facebook.com/451895001672098/posts/624312141097049/) การประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ จัดขึ้นในงานประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์(https://www.matichon.co.th/publicize/news_2671748) ภาคใต้           ประเพณีขึ้นปีใหม่ของภาคใต้เรียกว่า “วันว่าง” หมายถึง ว่างเว้นจากการทำงานทุกชนิด อีกทั้งยังมีความเชื่อต่าง ๆ เช่น การห้ามตัดผม ห้ามตัดเล็บ ห้ามฆ่าสัตว์ เป็นต้น โดยปกติจะจัดขึ้น 3 วัน คือ วันที่ 13 – 15 เมษายน เป็นโอกาสที่จะแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ โดยการจัดหาผ้าใหม่ การอาบน้ำ สระหัว และขอพรจากผู้ใหญ่            วันที่ 13 เมษายน คือ วันส่งเจ้าเมืองเก่า มีการทำความสะอาดบ้านเรือน และพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ เรียกว่า ลอยเคราะห์ หรือลอยแพ เป็นการทำให้เคราะห์กรรมลอยไปกับเจ้าเมืองเก่า และสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง           วันที่ 14 เมษายน คือ วันว่าง มาจากความเชื่อว่า ในวันนี้ยังไม่มีเทวดารักษาเมือง ชาวบ้านจึงหยุดการทำงานและไปทำบุญตักบาตร นำอาหารไปทำบุญถวายเพลที่วัด มีการทำพิธีเรียกว่า “ทำขวัญข้าวใหญ่” คือ การมัดรวงข้าวนำไปทำขวัญข้าวร่วมกันที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำมาหากิน และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ รวมถึงทำบุญอัฐิเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ            วันที่ 15 เมษายน คือ วันรับเจ้าเมืองใหม่ บางท้องถิ่นเรียกว่า วันเบญจา หรือบิญจา เป็นวันรับเทวดาองค์ใหม่มาดูแลรักษาบ้านเมือง มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับใหม่ บางบ้านมีการจัดพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เรียกว่า “พิธีจตุรมุข” การส่งเจ้าเมือง (https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/29136/041393)   ประเพณีห่มพระ ณ ถ้ำคูหาภิมุข จ.ยะลา ในเทศกาลสงกรานต์ ของภาคใต้ (https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60311) “การละเล่นครื้นเครง”           เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทย ในงานเทศกาลนี้ผู้คนจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันเพื่อสร้างความบันเทิง และความสามัคคีในแต่ละชุมชน กิจกรรมเหล่านั้นรวมไปถึงการละเล่นพื้นบ้าน ดนตรี การแสดง และการละเล่นรื่นเริง ซึ่งในแต่ละภูมิภาคมีการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นับเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า และสมควรสืบสานต่อยอดให้คงอยู่สืบไป ภาคกลาง          การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของภาคกลางมักเป็นการละเล่นพื้นเมือง หรือเรียกว่า กีฬาพื้นเมือง เช่น ชักเย่อ ขี่ม้าส่งเมือง มอญซ่อนผ้า ช่วงชัย (ลูกช่วง) วิ่งเปี้ยว ลิงชิงหลัก และยังมีมหรสพต่าง ๆ เช่น การแสดงลิเก ลำตัด รำวง เป็นต้น  การละเล่นสะบ้า(http://article.culture.go.th/index.php/) ภาคใต้           การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของภาคใต้ เป็นการละเล่นที่สนุกสนาน มหรสพและการละเล่นที่นิยมกันมากคือ มโนห์รา หนังตะลุง มอญซ่อนผ้า อุบลูกไก่ ชักเย่อ สะบ้า จระเข้ฟาดหาง (หรือบางแห่งเรียกว่าฟาดทิง) ยับสาก เตย ปิดตา ลักซ่อน วัวชนและเชื้อยาหงส์ โดยการละเล่นทั้งหลายเหล่านี้ร่วมเรียกว่า "เล่นว่าง" มหรสพหนังตะลุงของภาคใต้(http://www.geog.pn.psu.ac.th/Ancient63/AncientIndex.html)   การแสดงโนราห์(https://bit.ly/3k3FnCr) ภาคเหนือ           การละเล่นที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันมาก คือ การเล่นรดน้ำปีใหม่ หรือดำหัว นอกจากนั้นยังมีการละเล่นมหรสพ และการละเล่นพื้นเมืองอื่น ๆ เช่น สะบ้า การแสดงศิลปะฟ้อนรำ ภาพการละเล่นภาคเหนือ – ฟ้อนรำ(https://www.artscouncilofsnoco.org/culture-thailand-2/) ภาคอีสาน           การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคอีสาน มีการจับกลุ่มเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่นสะบ้า มหรสพพื้นบ้าน เช่น  หมอลำ ในบริเวณลานวัด บางกลุ่มเซิ้งไปตามหมู่บ้านเพื่อเรี่ยไรปัจจัยไทยทานถวายวัด บางหมู่บ้านจะมีการเล่น เรือมตรด หรือ รำตรุษ การละเล่นภาคอีสาน - รำตรุษ หรือ เรือมตรด(https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=1015&filename=index) อุปกรณ์การละเล่นภาคอีสาน - รำตรุษ หรือ เรือมตรด(https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=984&filename=index) "รื่นรมย์บรรเลงเพลงไทย"           เพลงและดนตรีเป็นสิ่งที่คู่กับวัฒนธรรมและประเพณีของไทย เนื่องจากวิถีชีวิตคนไทยเป็นชนชาติที่ชอบความสนุกสนานรื่นเริง คนไทยมีความคิดว่าหากชีวิตมีความสนุกชีวิตนั้นก็จะเป็นชีวิตที่ดีและสมบูรณ์ เมื่อมีประเพณีไทยสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้จึงเป็นเพลงและดนตรี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความรื่นเริงจึงมักมีการเล่นเพลงและดนตรีไทยเพื่อให้ความบันเทิง           สงกรานต์ในเพลงพื้นบ้านไทย           เพลงพื้นบ้านไทยที่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ที่น่าสนใจ ได้แก่           ๑. เพลงพิษฐาน นิยมเล่นกันในภาคกลาง เป็นเพลงร้องโต้ตอบกันในโบสถ์ต่อหน้าพระประธาน โดยเนื้อเพลงว่าด้วยการกล่าวอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยบันดาลให้ตนได้สมหวังตามความปรารถนา อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงดอกไม้และธูปเทียนที่จัดใส่พานเท่านั้น เพลงพิษฐานมีเอกลักษณ์ คือ ขึ้นต้นด้วยคำว่า “พิษฐานเอย...” ผู้เล่นจะชักชวนกันเข้าไปร้องเพลงในโบสถ์ โดยนั่งคุกเข่าว่าเพลงพิษฐาน ขณะว่าก็พนมมือถือดอกไม้ธูปเทียนไว้ด้วย ลูกคู่ร้องรับไม่ต้องปรบมือและไม่มีการร่ายรำ มีการสวดบูชาพระรัตนตรัยและบทไหว้ครูก่อนเริ่มร้องเพลง https://www.youtube.com/watch?v=eMkuKjJycvk           ๒. เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องโต้ตอบในประเพณีสงกรานต์ของภาคกลาง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี้ยวพาราสี มีทั้งร้องแบบเร็ว โดยใช้กลอนสั้น และร้องแบบช้า โดยใช้กลอนยาว มักขึ้นต้นเพลงด้วยคำว่า “เอ้อระเหยลอยมา...” เวลาเล่นจะตั้งวงกันตามลานบ้าน ลานวัด ตีวงเป็นวงกลมชายครึ่งหญิงครึ่ง มีพ่อเพลงแม่เพลงรำโต้ตอบกัน นิยมเล่นกันในวันสงกรานต์ประกอบการเล่นลูกช่วง (ช่วงชัย) เมื่อฝ่ายใดแพ้ก็ต้องออกมารำ เป็นเพลงที่ร้องง่ายและให้ความสนุกสนาน https://www.youtube.com/watch?v=rpqYiyulRT4           ๓. เพลงระบำบ้านไร่ เป็นเพลงร้องโต้ตอบที่นิยมร้องกันในภาคกลาง โดยมักจะรับสร้อยด้วยคำว่า “ดงไหนเอย ลำไย หอมหวนอยู่ในดงเอย เข้าดง เข้าดงลำไย หอมหวนอยู่ในดงเอย” มักตั้งวงร้องรำกันตามลานบ้านหรือลานวัด มีพ่อเพลงแม่เพลงร้องนำ โต้ตอบกันด้วยเรื่องเกี้ยวพาราสี คนอื่นช่วยปรบมือให้จังหวะและร้องรับ เนื้อร้องมีลักษณะเด่นคือมักใช้กลอนไลหรือกลอนที่ลงท้ายด้วยสระไอแบบเพลงฉ่อย   https://www.youtube.com/watch?v=eojoDLMcJLs           ๔. เพลงฮินเลเล เป็นเพลงร้องโต้ตอบกันด้วยเรื่องเกี้ยวพาราสี ขึ้นต้นเพลงว่า “ฮินเลเล ฮินเลเล” มีจังหวะกระชั้นและเนื้อร้องสั้นมาก เพียงบทละ ๒ วรรค คำลงท้ายสะกดด้วยสระเอเสมอ มักตั้งวงเล่นตามบ้านและลานวัดในช่วงประเพณีสงกรานต์ของภาคกลาง   https://www.youtube.com/watch?v=iJXOxn6tINk             ๕. เพลงเข้าผี เป็นการละเล่นกึ่งพิธีกรรมที่มีมาแต่โบราณในภาคกลาง โดยร้องเพื่อเชิญผีมาเข้าแล้วยั่วให้รำ หรือให้ทำอาการตามธรรมชาติของผีนั้น มีอุปกรณ์ประกอบการเล่นหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะเล่นเข้าผีอะไร มีทั้งผีคน (แม่ศรี) ผีข้าวของเครื่องใช้ และผีสัตว์ บทร้องเชิญผีเชิญเจ้าให้ลงมาเข้าร่างคนทรงของแต่ละที่ไม่มีบทตายตัว แต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันทั้งเนื้อหาและความสั้นยาว   https://www.youtube.com/watch?v=DDnZ_F362So           ๖. เจรียงตรษ หรือ เจรียงตรุษ เป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคอีสาน ส่วนใหญ่พบมากในเขตอีสานใต้ ผู้เล่นจะรวมกลุ่มกันเป็นคณะ เที่ยวร้องอวยพรปีใหม่ตามบ้านต่าง ๆ เหมือนกับเพลงบอกทางภาคใต้ เครื่องมือที่นำไปด้วยมีกลองกันตรึม ๑ คู่ หรืออาจจะเพิ่มอย่างอื่นเข้าไปอีกตามความสนุก กับไม้จองกรอง ซึ่งเป็นไม้ใช้ถือกระทุ้งกับพื้น เวลากระทุ้งจะมีเสียงลูกสะบ้า ลูกกระพรวนที่ผูกอยู่ดังเป็นจังหวะ เมื่อร้องอวยพรแล้ว เจ้าของบ้านจะบริจาคเงินทองข้าวของไปทำบุญหรือร่วมสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์           เครื่องดนตรีที่นิยมใช้ในการเจรียง  กลองกันตรึม หรือ “สโกล” เจ้าของเสียง “โจ๊ะกันตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึม” กลองประกอบจังหวะที่เป็นที่มาของคำ “กันตรึม” ซอกันตรึม หรือ “ตรัว”.. ปี่อ้อ หรือ ‘แป็ยออ’ เครื่องดำเนินทำนองสำคัญอีกชิ้นในวงกันตรึม เลาปี่สร้างจากไผ่ลำเล็ก ลิ้นปี่ใช้ไม้อ้อเหลาปลาย ที่มา : KOTAVAREE : http://kotavaree.com/?p=495 https://www.youtube.com/watch?v=M6B8KOZGkk8 เพลงเจรียงตร๊ษ (สงกรานต์) เจรียงโดย ภาณุวัฒน์ สวัสดิ์รัมย์ณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน : ตรัวพิทยา นิลสุข : กลองกันตรึม           ๗. เพลงบอก เพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคใต้ เป็นเพลงที่ใช้บอกกล่าวสื่อสารเหตุการณ์ ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนหรือแจ้งให้ประชาชนทราบ โดยมีแม่เพลง ๑ คน และลูกคู่ ๓ - ๕ คน มีเครื่องดนตรีให้จังหวะ คือ ฉิ่ง ๑ คู่ ลูกคู่อาจตบมือพร้อมกับการขับรับทำนองและบทกลอนของแม่เพลง           สำหรับการละเล่นเพลงบอกสงกรานต์ คณะเพลงบอกจะตระเวณตามบ้านใกล้เรือนเคียงเพื่อแจ้งบอกป่าวร้องให้ชาวบ้านได้ทราบว่าถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในสมัยก่อนไม่มีการพิมพ์ปฏิทินอย่างเช่นปัจจุบัน โดยเฉพาะรายละเอียดการเปลี่ยนปีหรือการประกาศสงกรานต์ประจำปี เมื่อเสร็จสิ้นการร้องเพลงบอก เจ้าของบ้านจะบริจาคเงินทองข้าวของไปทำบุญให้กับวัด หรือร่วมสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ https://www.youtube.com/watch?v=3JoDOaFs-FQ เพลงบอก ตอน ความเป็นมาเพลงบอก (วันสงกรานต์)โดย เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ หรือ นายสร้อย ดำแจ่ม ศิลปินเพลงบอกชาวใต้ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-เพลงบอก) พ.ศ. ๒๕๓๘ สงกรานต์ในดนตรีร่วมสมัยของสุนทราภรณ์           “เพลงรำวงวันสงกรานต์” ของสุนทราภรณ์เป็นผลงานการประพันธ์เพลงของครูแก้ว อัจฉริยะกุล ครูเพลงที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างสรรค์บทเพลงให้กับวงสุนทราภรณ์ โดยในคำร้องของบทเพลงนี้ได้มีการนำขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีอยู่ในวันสงกรานต์ของไทยมาใส่ไว้อย่างครบถ้วน เพลงนี้ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันและมักได้ยินตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี เพลงรำวงวันสงกรานต์ โดยวงสุนทราภรณ์  ที่มา : Thai PBS : https://twitter.com/thaipbs/status/1207307264320606209?lang=fi ซีดีเพลง ชุด กรุงเทพฯ ราตรี / สงกรานต์ ขับร้องประสานเสียงโดย วงสุนทราภรณ์ สงกรานต์ในเพลงไทยลูกทุ่ง           เพลงไทยลูกทุ่ง มีบทบาทต่อการบันทึกและสะท้อนภาพของสังคมไทยมาทุกยุคสมัย เพลงไทยลูกทุ่งที่สะท้อนภาพของเทศกาลสงกรานต์ที่ได้รับความนิยมมีหลายบทเพลงด้วยกัน โดยเนื้อหาของบทเพลงนอกจากจะกล่าวถึงความรักของหนุ่มสาวแล้ว ยังสอดแทรกขนบธรรมเนียมและประเพณีของเทศกาลสงกรานต์ไว้ใน คำร้องของบทเพลงนั้น ๆ ด้วย ศิลปินที่ได้ชื่อว่ามีเพลงสงกรานต์มากที่สุดในวงการเพลงไทยลูกทุ่ง คือ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เพลงที่มีชื่อเสียง ได้แก่ สงกรานต์บ้านนา  แม่นางสงกรานต์ ควันหลงสงกรานต์ มอญซ่อนผ้า เทพีสงกรานต์ลืมทุ่ง ชุดสงกรานต์บ้านนา ของศิลปิน รุ่งเพชร แหลมสิงห์ “ถนนแห่งสายน้ำชุ่มฉ่ำ”           ถนนสายสงกรานต์แห่งแรกของไทย คือ ถนนข้าวสาร มีวัตถุประสงค์ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักอาศัยและท่องเที่ยวในย่านถนนข้าวสารได้สัมผัสกับกิจกรรมการเล่นน้ำสงกรานต์ที่สนุกสนาน            ถนนข้าวสารสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๕ โดยเริ่มจากถนนหน้าวัดชนะสงครามมาตามตรอกข้าวสาร แล้วสร้างสะพานข้ามคลองมาบรรจบกับถนนเฟื่องนครหน้าสวนหลวงตึกดิน แล้วพระราชทานนามถนนตามเดิมว่า “ถนนข้าวสาร”           ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจบนถนนข้าวสารได้จัดงานสงกรานต์ขึ้นตลอดเส้นทางบนถนนข้าวสาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่พักอาศัยในย่านดังกล่าวและใกล้เคียงได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ จึงทำให้งานสงกรานต์ถนนข้าวสารมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศและทั่วโลก ถนนข้าวสารจึงเป็นเป้าหมายหลักที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติต่างเดินทางเข้ามาเล่นน้ำสงกรานต์บนถนนข้าวสารนี้ ส่งผลให้จังหวัดต่าง ๆ สร้างถนนสายสงกรานต์ของตนเองขึ้นมา ถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร(https://travel.trueid.net/detail/6xajyprVkdwq, https://bit.ly/3rLh2Ws)                     จังหวัดแรกที่นำแนวคิดการจัดงานสงกรานต์แบบถนนข้าวสารมา คือ จังหวัดขอนแก่น โดยใน พ.ศ. 2545 จังหวัดขอนแก่นกำหนดให้ถนนศรีจันทร์ตั้งแต่แยกถนนหน้าเมืองไปจนถึงบริเวณศาลหลักเมืองเป็นถนนสำหรับเล่นน้ำสงกรานต์ ปัจจุบันขยายไปจนถึงประตูเมือง จังหวัดขอนแก่นกำหนดชื่อเรียกเฉพาะงานนี้ว่า “ถนนข้าวเหนียว” ถนนข้าวเหนียว จังหวัดขอนแก่น (https://www.posttoday.com/social/local/359045)           ต่อมาจังหวัดต่าง ๆ พากันตั้งชื่อถนนภายในจังหวัดให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละภาค เพื่อเป็นพื้นที่ในการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน           ภาคกลาง มีถนนข้าวแช่ จังหวัดปทุมธานี, ถนนข้าวสุก จังหวัดอ่างทอง, ถนนข้าวต้ม จังหวัดนครนายก, ถนนข้าวตอก จังหวัดสุโขทัย และถนนข้าวหมูแดง จังหวัดนครปฐม           ภาคเหนือ  มีถนนข้าวแคบ จังหวัดตาก, ถนนข้าวข้าวปุก จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ถนนข้าวโพด จังหวัดเพชรบูรณ์, ถนนข้าวแต๋น จังหวัดน่าน และถนนข้าวขนมเส้น จังหวัดแพร่           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีถนนข้าวโพด จังหวัดนครราชสีมา, ถนนข้าวเปียก จังหวัดอุดรธานี, ถนนข้าวหอมมะลิ จังหวัดร้อยเอ็ด, ถนนข้าวปุ้น จังหวัดนครพนม, ถนนข้าวเย็น จังหวัดศรีสะเกษ และถนนข้าวกล่ำ จังหวัดกาฬสินธุ์           ภาคใต้  มีถนนข้าวยำ จังหวัดปัตตานี, ถนนข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง และถนนข้าวหมาก จังหวัดนราธิวาส ภาคกลาง ถนนข้าวแช่ (ปทุมธานี)https://bit.ly/3xJYTw1 ถนนข้าวตอก(สุโขทัย)https://www.banmuang.co.th/news/region/147727 ถนนข้าวหลาม (ชลบุรี)https://www.facebook.com/Teeneechonburi1/posts/_rdr ถนนข้าวคลุกกะปิ (ระยอง)https://bit.ly/3y47x8T ภาคอีสาน ถนนข้าวปุ้น(นครพนม)https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/605544 ถนนข้าวก่ำ (กาฬสินธุ์)http://www.yaikintiew.com/blogs/316     ภาคเหนือ ถนนข้าวแต๋น (น่าน)https://mgronline.com/travel/detail/9600000036334 ถนนข้าวโพด (เพชรบูรณ์)https://bit.ly/3kbuIpf ภาคใต้ ถนนข้าวยำ (ปัตตานี)https://thainews.prd.go.th/th/news/print_news/ ถนนข้าวดอกข่า (พังงา)https://www.matichon.co.th/region/news_1450004 “อาหารไทยสี่ภาคเลิศล้ำ”           หากกล่าวถึงประเพณีสงกรานต์ นอกจากเรื่องการสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่ไทยแล้วนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกเรื่องคือ อาหารการกินในวันสงกรานต์ ที่มีรายละเอียดความสำคัญในด้านความประณีตในการทำ ความหมายที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นไทย (https://www.gourmetandcuisine.com/news/detail/1644)           ข้าวแช่ เป็นอาหารชาวมอญ นิยมทำในช่วงวันสงกรานต์เพื่อถวายพระ ต่อมาคนไทยรับวัฒนธรรมนี้เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เดิมทีเป็นอาหารชาววัง ต่อมาจึงได้แพร่หลายในหมู่ชาวบ้านทั่วไป           แกงฮังเล เป็นอาหารที่ชาวเหนือนิยมนำไปทำบุญในประเพณีต่าง ๆ เช่น ทำบุญ ตานขันข้าว และเป็นอาหารที่นำไปไหว้และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ (https://goodlifeupdate.com/healthy-food/223122.html) (https://www.xn--12cg3cq6bmlr1hc3fujdh.com/2994)           ขนมจีนน้ำเงี้ยว คนเมืองเรียกว่า เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว เป็นอาหารที่นิยมทำในวันสงกรานต์ของภาคเหนือช่วงเวลาที่ลูกหลานกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์           แกงขนุน เป็นอาหารชื่อมงคล เชื่อว่าจะช่วยหนุนให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนไปตลอดทั้งปี นิยมทำรับประทานกันช่วงวันสงกรานต์ของภาคใต้ในวันปากปี (https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/960642/) (https://kasineeaor187.wordpress.com/)           ขนมจ๊อก หรือ เข้าหนมจ็อก หรือ ขนมนมสาว มีความหมายว่าขนมที่มีลักษณะเป็นจุก ภาคกลางเรียกว่าขนมเทียน เดิมชาวเหนือนิยมทำขนมจ๊อกเฉพาะไส้หวาน ปัจจุบันบางบ้านก็จะมีการทำไส้เค็มด้วย เป็นขนมที่ชาวเหนือนิยมทำกันในช่วงวันสงกรานต์ และนำไปถวายพระในวันเนา           เข้าหนมปาด หรือ ขนมปาด เป็นขนมพื้นบ้านของชาวไทลื้อ ภาคกลางเรียกว่าศิลาอ่อน ปัจจุบันยังพอหาชิมได้ในพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลเมืองลี จังหวัดน่าน (https://www.lannapost.net/2021/09/blog-post_15.html)           ข้าวแตน (อ่านว่า เข้าแต๋น) นิยมเรียกในภาคเหนือ ส่วนภาคกลางเรียกว่า ขนมนางเล็ด, เข้าฅวบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว และ เข้าแคบ หรือ ข้าวแคบ ทั้งสามอย่างเป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวที่มีความกรอบ นิยมกันใน ข้าวแตน(https://bit.ly/3rHgCjR) เข้าฅวบ(https://fat2562.blogspot.com/blog-post.html) เข้าแคบ(https://bit.ly/38ia447) (https://sistacafe.com/summaries/46898)           เข้าพอง (อ่านว่า ข้าวปอง) ภาคกลางเรียกว่า ข้าวพอง ในอดีตมักนำไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพาหนะใช้ในการเดินทาง           เข้าหนมเกลือ (อ่านว่า เข้าหนมเกื๋อ) หรือ ขนมเกลือ เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำเกลือ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วจึงนำมาห่อใบตองให้มีลักษณะแบน เนื้อขนมที่สุกจะมีสีขาว รสเค็มเล็กน้อย ปัจจุบันมีการเติมกะทิและงาดำ หรือน้ำตาลปี๊บเพื่อเพิ่มรสชาติ (https://www.lannafood.com/blog/) (https://bit.ly/3ka4ZNW)           ข้าวเหนียวแดง หรือชาวล้านนาเรียกว่า ข้าววิตู หรือ เข้าอี่ทู หรือ เข้าวิทู เป็นขนมที่นิยมทำในช่วงสงกรานต์ เพราะเป็นช่วงที่ลูกหลานกลับภูมิลำเนาและร่วมแรงร่วมใจกันทำขนมเพื่อนำไปทำบุญถวายพระ แจกจ่ายแก่เพื่อนบ้านและญาติมิตร รวมทั้งรับประทานกันในครอบครัว           กาละแม เป็นขนมหวาน นิยมกันในหมู่ชาวมอญ และมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน (https://www.agoda.com/th-th/travel-guides/thailand/songkran-festival-2019) “ความสำคัญของประเพณี”           ประเพณีสงกรานต์ นับเป็นประเพณีหนึ่งที่มีคุณค่าและความสำคัญทางวัฒนธรรมที่จะแสดงถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว ชุมชน และสังคม เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และบรรยากาศของความกตัญญู ความเคารพซึ่งกันและกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน            คุณค่าความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเพณีสงกรานต์ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้           คุณค่าต่อตนเอง วันสงกรานต์อาจถือได้ว่า เป็นวันแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นโอกาสที่ทำให้กลับมาสำรวจตนเองว่า ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เราได้กระทำการใดที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง หรือสังคม รวมถึงสำรวจสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนเองในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าหรือความสุข             คุณค่าต่อครอบครัว รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งเป็นวันมหาสงกรานต์ของทุกปีเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” เพื่อให้ลูกหลานตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ บุพการี หรือผู้อาวุโสภายในครอบครัว และกำหนดให้วันที่ ๑๔ เมษายน ของทุกปีเป็น “วันครอบครัว” เนื่องด้วยช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านหรือภูมิลำเนาไปหาครอบครัว และมีโอกาสอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ บิดามารดา เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันในการดำรงชีวิต การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งทำกิจกรรมอื่น ๆ ภายในครอบครัวร่วมกัน (https://www.stou.ac.th/schools/shs/booklet/book55_2/culture.html)           คุณค่าต่อชุมชน ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ทำบุญตักบาตร หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัดร่วมกัน ได้สังสรรค์และสนุกสนานรื่นเริงด้วยการเล่นรดน้ำ และการละเล่นตามประเพณีท้องถิ่น           คุณค่าต่อสังคม ก่อให้เกิดความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน สิ่งของเครื่องใช้ ทำความสะอาดวัดวาอาราม พื้นที่สาธารณะ และอาคารสถานที่ของชุมชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย          คุณค่าต่อศาสนา วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของพุทธศาสนิกชน โดยการทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระ ฟังเทศน์ฟังธรรม สรงน้ำพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงความเคารพต่อปูชนียบุคคลที่ดำรงสืบทอดพระพุทธศาสนา การทำบุญทำทาน และการถือศีลปฏิบัติธรรม ล้วนเป็นเหตุแห่งความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน          ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีที่งดงามทรงคุณค่า เป็นช่วงเวลาแห่งการรักษาความสะอาดทั้งกาย ใจ และสิ่งแวดล้อม คุณค่าในการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณและการแสดงความรักความปรารถนาดีและความเอื้ออาทรแก่ญาติมิตร นับเป็นประเพณีแห่งความสมัครสมานสามัคคีในครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย ในฐานะประชาชนคนไทยควรตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญ และแก่นแท้ของประเพณีสงกรานต์ที่งดงามและช่วยกันสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามด้วยการยึดถือปฏิบัติกันสืบไป “สงกรานต์ปีนี้ ๒๕๖๕”           ในเดือนเมษายน ๒๕๖๕ ที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เผยแพร่ประกาศสงกรานต์ พร้อมคำทำนายดวงเมืองประจำปี ของฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ดังนี้ ปีขาล (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุไม้) จัตวาศก จุลศักราช ๑๓๘๔ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๙ นาฬิกา ๔๕ นาที ๔๖ วินาที นางสงกรานต์ ทรงนามว่า "กิริณีเทวี" ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ นางกิริณีเทวี _______________________________________________________________________________วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๙ นาที ๔๘ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น ๑๓๘๔     ปีนี้ วันพุธเป็นธงชัย   วันอังคาร เป็นอธิบดี   วันอังคาร เป็นอุบาทว์   วันพฤหัสบดี เป็นโลกาวินาศ ปีนี้วันอาทิตย์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๒๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า นาคให้น้ำ ๔ ตัว  เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒ ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิขาติ (ด้วงและแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย____________________________________________________________________________

ภาพตัวอย่าง

เยี่ยมเยือนเมืองสยาม ย้อนเวลาไปกับหนังสือหายาก

  หนังสือหา (ไม่) ยาก เมื่อกล่าวถึงหนังสือหายาก (Rare Book) คนทั่วไปมักจะนึกถึงการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือเก่าที่หาไม่ค่อยพบ ซึ่งเกิดจากตัวเล่มหนังสือหรือเนื้อหา ทั้งนี้เพราะหนังสือประเภทนี้ จัดอยู่ในห้องสมุดเฉพาะ ดังนั้นวิธีการเก็บรักษา การบริการ จึงค่อนข้างแตกต่างกับหนังสือทั่วไป อีกทั้งวิธีการเรียบเรียงเนื้อเรื่องของคนสมัยก่อน มักแทรกความรู้อื่นไว้ในเรื่องที่เขียนด้วย           หนังสือหายากของหอสมุดแห่งชาติ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่านานัปการ ตั้งแต่ผู้ครอบครอง เนื้อหา การพิมพ์ ตลอดจนอายุของหนังสือ ทั้งนี้เพราะหนังสือส่วนหนึ่งเดิมเป็นหนังสือจากหอพระสมุดหลวงส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงสถาปนาหอสมุดแห่งชาติ อีกส่วนหนึ่งเป็นหนังสือจากหอพระสมุดส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีจำนวนมากนับแสนเล่ม หอสมุดแห่งชาติซึ่งถือได้ว่าเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของชาติ จึงได้พยายามอนุรักษ์รักษาหนังสือเหล่านี้ให้คงเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาติตลอดไป ลักษณะของหนังสือหายากในหอสมุดแห่งชาติ เยี่ยมเยือนเมืองสยาม           หนังสือหายาก มีความรู้ที่น่าศึกษาค้นคว้าน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ประวัติบุคคลสำคัญของบ้านเมือง และเรื่องอื่น ๆ ผ่านเรื่องราวของหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า อาทิ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง หนังสือหายากแต่ละเล่ม ทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการความเป็นไปในอดีตในมุมมองที่แตกต่างกัน อาจเป็นมุมมองของชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเมืองในช่วงระยะเวลานั้น โบราณสถาน ตลอดจนผู้คนพลเมือง   การท่องเที่ยว           “เที่ยว” เป็นกริยาที่เดินไป หรือ ไปด้วยยานพาหนะ เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน เพลิดเพลินหรือเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้ไปด้วยเหตุทำกิจธุระหรือความจำเป็น           คำว่า “เที่ยว” หรือ “การเที่ยวเตร่” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ “เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ” ความตอนหนึ่งว่า ประวัติการท่องเที่ยว           ในอดีตการเดินทางท่องเที่ยวแบบเป็นหมู่คณะอาจมีจำกัดเพียงพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่จะเสด็จประพาสยังสถานที่ต่าง ๆ ส่วนประชาชนทั่วไปไม่นิยมเดินทางไกลนอกจากมีความจำเป็น เนื่องจากยังไม่มีพาหนะที่มีประสิทธิภาพในการเดินทาง ซึ่งการเดินทางนั้นมักผูกติดกับกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่           - การเดินทางไปจาริกแสวงบุญ เป็นรูปแบบการเดินทางห่างบ้านที่ชาวสยามคุ้นเคยที่สุด เช่น ชาวล้านนานิยมเดินทางไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ชาวกรุงศรีอยุธยาเดินทางมาไหว้พระพุทธบาท สระบุรี ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา           - การเดินทางไปเยี่ยมญาติ เช่น นิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ กล่าวถึงการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองแกลง แถบชายทะเลตะวันออกของอ่าวไทย เพื่อเยี่ยมญาติทางฝ่ายบิดา           - การเดินทางเพื่อหาเลี้ยงชีพ เช่น การทำอาชีพพรานป่า ชาวประมงที่ออกหาปลาในทะเล พ่อค้าเดินทางไปค้าขายต่างเมือง           - การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเนื่องจากประสบภัยต่าง ๆ เช่น โรคระบาด สงคราม           - การเดินทางเพื่อไปปฏิบัติกิจราชการ เช่น ขุนนางและไพร่พลต้องเกณฑ์ไปราชการทำสงคราม หรือ ขุนนางได้รับมอบหมายไปปกครองดูแลบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ           นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา เริ่มมีการทำการค้าและมีปฏิสัมพันธ์กับชาวตะวันตก ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ ทำให้สยามต้องเปิดประเทศ มีชาวตะวันตกเข้ามาอาศัยอยู่ในพระนครมากขึ้น จึงมีการรับเอาค่านิยมและธรรมเนียมตะวันตกหลายอย่าง รวมถึงธรรมเนียมการพักผ่อน เช่น การขี่ม้าชมเมือง และการรักษาสุขภาพตามคำแนะนำของมิชชันนารีที่มีความรู้เรื่องแพทย์แผนปัจจุบัน ให้ผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการพักผ่อนไป “เปลี่ยนอากาศ” ในบริเวณที่มีอากาศดี การเดินทางไปพักแรมตากอากาศของพระบรมวงศานุวงศ์หรือชนชั้นสูง ขุนนาง ข้าราชการ ประโยชน์ของการท่องเที่ยว           การท่องเที่ยวนอกจากทำให้เกิดความเพลิดเพลินแล้ว ยังมีความสำคัญก่อให้เกิดผลดีและมีประโยชน์ต่อชีวิตหลายประการ ซึ่งสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชทรงอธิบายถึงประโยชน์ของการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ไว้ในเรื่อง “เที่ยวเดินทางในเขตรสยาม” ใน "หนังสือชีวิวัฒน์" ได้แก่          การเพิ่มพูนความรู้ และช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์“การเที่ยวเดินทางในที่ต่าง ๆ นี้ เห็นว่าเปนของที่จะบำรุงกายแห่งกุลบุตรผู้จะแสวงหาความสบายได้อย่างหนึ่ง บางทีก็จะมีคุณวิเสศได้พบได้เห็นของประหลาดต่าง ๆ ที่จะชี้ชูปัญญาให้รุ่งเรืองได้บ้าง...”          ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ“เปนของชูกำลังให้อายุยืน เพราะมีแต่สนุกสบายเสมอไม่ทุกข์... จะได้ลมอากาศ เปลี่ยนแปลกผิดกว่าบ้านเรือนในกรุงเทพ ฯ ของตัว... โรคไภยที่มีอยู่ก็คงจะค่อยระงับบรรเทาลง ฤาโรคที่จะเกิดขึ้นในตัวก็ไม่ใคร่จะมีได้เพราะสบายกายสบายใจอยู่เสมอ...” ทัศนียภาพบริเวณเกาะสีชังสถานที่ที่เจ้านายและขุนนาง มักใช้เป็นสถานที่เปลี่ยนอากาศและรักษาพระองค์ยามเจ็บไข้ พลับพลาที่เกาะสีชัง เมืองชลบุรีสถานที่แปรพระราชฐานเพื่อประทับรักษาพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์  ตลอดจนผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้สถานที่นี้เป็นที่พักผ่อน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ พระเจ้าน้องนางเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอาการประชวรพระโรควักกะพิการเป็นเวลานาน พระองค์จึงโปรดให้แปรพระราชฐานโดยเสด็จไปตามหัวเมืองด้วยเสมอเพื่อเปลี่ยนอากาศบำรุงพระกำลัง ทำให้พระอาการดีขึ้น ผ่อนคลายความตึงเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิผลการทำงาน          "เมื่อมีเวลาว่างราชการแลทำมาหากิน ควรจะต้องผ่อนกายและกำลังให้มีความสบาย ...ถ้าจะทำการไม่มีเวลาเที่ยวบ้าง พิเคราะห์ดูเห็นว่าชีวิตรจะเปนไปไม่ยืนยาวโรคภัยเบียดเบียนหาความศุขมิได้ ทุกชาติทุกภาษาคงต้องมีเวลาว่างจากการ ซึ่งเรียกว่าโฮเลเด..." พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสำราญพระอิริยาบถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร ณ น้ำตกธารเสด็จ เกาะพงัน เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๘ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ประเพณีวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย และการใช้ชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ            “ถ้าได้ไปในเมืองนั้นคงจะรู้จักบ้านเมืองและจำรู้ทางชัดเร็วแน่นอน ถ้าจะมีผู้ซักผู้พูดถึงเมืองนั้น ๆ ก็จะเล่าได้พูดตามความรู้ความเห็นของตัว... ประการหนึ่งจะได้รู้จักชาติแห่งคนชาวบ้านชาวเมืองภูมิประเทศนั้น ๆ ที่จะมีกิริยาหน้าตาสุ้งเสียงอย่างไร และจะทำมาหากินเลี้ยงชีวิตรด้วยสิ่งอันใด...” วิถีชีวิตของราษฎรบริเวณรอบทุ่งกุลาร้องไห้ นอกเมืองร้อยเอ็ด ในสมัยเมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ  เสด็จตรวจราชการเมืองร้อยเอ็ด วันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ รู้จักโบราณสถานโบราณวัตถุที่สำคัญ ๆ           “ประการหนึ่งเมืองใดมีของโบราณวิชาช่าง เปนบ้านเปนตึกเปนวัดโบถพิหารพระเจดีย์พระปางค์...ในชีวิตรหนึ่งควรจะได้เห็นไว้ ให้เปนที่เจริญใจสดับสติปัญญาให้รุ่งเรือง” วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารถ่ายจากด้านทิศเหนือ ด้านขวามือเห็นยักษ์ที่หน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ พระวิหารหลวง วัดพระสิงค์ วรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ภาพพระวิหารหลวงทรงจัตุรมุขหลังเดิม ต่อมาชำรุดทรุดโทรม จึงได้สร้างพระวิหารหลังใหม่ขึ้นแทน เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๗ ได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์           “บางทีที่จะได้พบของโบราณปลาดเปนพระพุทธรูปเก่าๆ ... แลเทวรูปเปนรูปอิศวรนารายน์พิคเนฆต่าง ๆ หล่อด้วยทองอย่างเก่า แลของเล็กน้อยอย่างนี้มีอิกมาก บางทีเปนของ ประหลาดหายาก ตามซึ่งชนสยามได้นับถือกันว่าเปนของวิเสศกันได้ต่าง ๆ ...” ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วยในการประกอบสัมมาอาชีพ           “คนซึ่งเปนพ่อค้า ซึ่งจะแสวงหาสิ่งที่เปนประโยชน์แก่ตนที่ควรจะทราบสินค้าซึ่งเกิดมีเกิดเปนตามเมืองนั้น ๆ... ก็อาจสามารถที่จะสืบสวนแลชักจูงหาผู้แทนหรือแสวงหาสินค้านั้น ๆ มาซื้อขายตามประโยชน์แก่กำไรของตนซึ่งเห็นว่าจะได้มาจำหน่ายตามประโยชน์ในที่ควรได้ตามกาลเวลา” กลุ่มเกวียนเทียมวัว และเรือบรรทุกสินค้าไปค้าขายที่ริมแม่น้ำน่าน หน้าเมืองพิชัย ปัจจุบันคืออำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ การคบค้าสมาคมกับผู้อื่น           “ถ้าจะว่าตามประโยชน์ที่คบเพื่อนฝูง ถ้าได้ไปเที่ยวได้ทั่วทุกแห่ง ถ้าถึงแห่งใดก็จำต้องรู้จักพบปะคนในเมืองนั้น ๆ ... ถ้าแม้ว่าจะไม่ต้องการในทางมิตรที่ดีก็คงยังเปนประโยชน์ที่จะได้รู้จักคนนั้น ๆ ไว้...” พระยาตรังกานูคอยรับเสด็จ ในคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายทเลตวันตก พระยาตรังกานูนี้เป็นผู้หนึ่งที่ทรงยินดีได้เข้ามาเฝ้า ฯ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๙   การเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๕           พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชอัธยาศัยโปรด ฯ การเสด็จประพาสตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เสด็จประพาสที่ต่าง ๆ เกือบทุกปี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางคราวเสด็จ ฯ ไปเป็นทางราชการ บางคราวเสด็จ ฯ ไปเพื่อสำราญพระราชอิริยาบถ ไม่โปรด ฯ ให้จัดการรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ที่เรียกว่า “เสด็จประพาสต้น” ทรงพอพระราชหฤทัยที่จะประทับที่ใดก็ประทับที่นั้น การเสด็จประพาสต้นมีประโยชน์แก่ราชการบ้านเมือง เพราะเสด็จประพาสปะปนไปในหมู่ราษฎร ได้ทรงทราบคำกราบบังคมทูลของราษฎรปรารภสุขทุกข์ ซึ่งไม่สามารถจะทรงทราบได้จากทางอื่น การเสด็จประพาสต้นในรัชกาลของพระองค์เกิดขึ้น ๒ ครั้ง คือ การเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๗ เสด็จโดยทางเรือจากพระราชวังบางปะอิน ไปมณฑลราชบุรี แล้วเสด็จกลับมามณฑลนครชัยศรี และมณฑลอยุธยา การเสด็จครั้งนี้ทรงสำราญพระราชอิริยาบทมากกว่าครั้งใด ๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับเสวยพระกระยาหาร พร้อมด้วยผู้ตามเสด็จ ที่บริเวณตลิ่งสูง ในป่าใต้วังนางร้าง ในคราวเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ พุทธศักราช ๒๔๔๙           การเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๙ เสด็จโดยชลมารคจากกรุงเทพมหานครไปทางอยุธยา ทรงนมัสการพระพุทธบาทที่เมืองสระบุรี ผ่านอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ ไปจนถึงกำแพงเพชร แล้วทรงย้อนกลับลงมาทางเมืองนครสวรรค์  กระบวนเรือเสด็จประพาสต้นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หยุดพักที่หาดใต้แสนตอ  เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ การเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๖           ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองต่างๆ ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ในรัชกาลที่ ๕ เช่น เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เสด็จพระราชดำเนินไปมณฑลพายัพ เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก นอกจากนี้นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมและขยายเส้นทางรถไฟ ทำให้ประชาชนมีความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช   สยามมกุฎราชกุมารเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ช้างในขบวนเสด็จเดินทางจากตำบลกะปาง          ไปยังพลับพลาที่ประทับตำบลทุ่งสง เมืองนครศรีธรรมราช พุทธศักราช ๒๔๕๒ ซุ้มพระปรางค์พระมหาธาตุ เมืองสุโขทัยภาพจากหนังสือเรื่อง เที่ยวเมืองพระร่วง ขอมดำดิน ในลานวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยภาพจากหนังสือเรื่อง เที่ยวเมืองพระร่วง     การเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๗           พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือและนครเชียงใหม่ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๙ เสด็จผ่านเมืองต่าง ๆ ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงแสน เชียงใหม่ และลำพูน   เจ้าแก้วนวรัฐขี่ช้างนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เข้าสู่เมืองเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๔๖๙ ท่องเที่ยวทั่วไทย ห่างไกลโควิด           การนำเสนอการท่องเที่ยวด้วยภาพและเรื่องราวจากหนังสือหายากในครั้งนี้ เป็นการเดินทางย้อนเวลาไปในเหตุการณ์ สถานที่ และบุคคล ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้พบเห็น ผ่านจินตนาการของแต่ละท่านมาเติมเต็มภาพ เรื่องราวในภาพนั้น โดยจัดแบ่งเรื่องราวออกตามภูมิภาคของประเทศ ดังนี้           ๑. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคเหนือ เช่น อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์ จดหมายเหตุระยะทางเสด็จหัวเมืองเหนือ           ๒. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เที่ยวตามทางรถไฟ เมืองสระบุรี เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ ๔ ว่าด้วยเที่ยวมณฑลอุดร แล มณฑลอิสาณ นิราศหนองคาย           ๓. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคกลาง เช่น จดหมายเหตุเรื่องประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕ ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ เที่ยวเมืองพระร่วง           ๔. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออก เช่น พระราชนิพนธ์เสด็จประพาศจันทบุรี จดหมายเหตุเรื่องเปิดรถไฟสายตะวันออกและสายเหนือและเสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองฉะเชิงเทรา เรื่องเสด็จประพาสคลองแสนแสบ           ๕. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคตะวันตก เช่น พระราชนิพนธ์เสด็จประพาศไทรโยค กลอนไดอรีซึมทราบกับตามเสด็จไทรโยค นิราศรถไฟสายราชบุรี           ๖. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคใต้ เช่น ชีวิวัฒน์ จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ นิราศถลาง เพราะหนังสือจึงรังสรรค์

ภาพตัวอย่าง

"10 หนังสือที่พิมพ์จากเอกสารโบราณทรงคุณค่าของหอสมุดแห่งชาติ"

สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก ขอเชิญชมนิทรรศการออนไลน์ เรื่อง "10 หนังสือที่พิมพ์จากเอกสารโบราณทรงคุณค่าของหอสมุดแห่งชาติ" ประกอบด้วย                 1. ตำราดูลักษณะแมว                2. ริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราทางชลมารค สมเด็จพระนารายณ์มหาราช                3. กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค สมเด็จพระนารายณ์มหาราช                4. หนังสือสมุดภาพสัตว์หิมพานต์                5. หนังสือสมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา - ฉบับธนบุรี เล่ม 1 - 2                6. หนังสือต้นร่างรูปภาพขรัวอินโข่ง                7. หนังสือสมุดภาพโคลงฤาษีดัดตน                8. หนังสือสมุดภาพตำราแผนคชลักษณ์                9. หนังสือสุปรีติธรรมราชชาดกคำหลวง                10. หนังสือสมุดภาพปริศนาธรรม ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจได้เกิดความรัก หวงแหนและช่วยกันดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป                                                                                                                                    คลิกเพื่อชมนิทรรศการ

ภาพตัวอย่าง

“ลายพระราชหัตถ์ พระฉัฐราช”

สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมนิทรรศการออนไลน์ เรื่อง “ลายพระราชหัตถ์ พระฉัฐราช” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเนื้อหานิทรรศการแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้         1. ข้อความที่โดดเด่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย พร้อมเรื่องย่อของหนังสือลายพระราชหัตถ์        2. ต้นฉบับลายพระราชหัตถ์พระราชนิพนธ์ โดยหอสมุดแห่งชาติได้ดำเนินการแปลงต้นฉบับให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) จำนวน 78 เรื่องทั้งนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจได้เกิดความรัก หวงแหนและช่วยกันดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป                                                                                                                           คลิกเพื่อชมนิทรรศการ