บริการ

for w3c
ภาพตัวอย่าง

หนังสือทั่วไป หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน

  หนังสือทั่วไปภาษาไทยมีให้บริการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปีปัจจุบัน และหนังสือทั่วไปภาษาอังกฤษมีให้บริการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ถึงปีปัจจุบัน  ประกอบด้วย 10 หมวดดังนี้ 000 วิทยาการคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ และความรู้ทั่วไป  100 ปรัชญาและจิตวิทยา 200 ศาสนา  300 สังคมศาสตร์  400 ภาษาศาสตร์   500 วิทยาศาสตร์ 600 เทคโนโลยี 700 ศิลปะและนันทนาการ 800 วรรณกรรม 900 ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์                                          ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 2 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์ 02-2809828-32 ต่อ 686, 669

ภาพตัวอย่าง

หนังสือประเทศไทย หนังสือนานาชาติ

ห้องบริการหนังสือประเทศไทย ให้บริการหนังสือที่จัดพิมพ์ในประเทศไทย โดยไม่แยกปี พ.ศ. ที่ตีพิมพ์ ครอบคลุมหนังสือในทุกหมวดวิชา ตั้งแต่หมวด 000-900 ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมถึงบริการหนังสือส่วนตัวและจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤษดากร, พระยาอนุมานราชธน, หลวงวิจิตรวาทการ และขุนวิจิตรมาตรา   ห้องบริการหนังสือประเทศไทยให้บริการในระบบชั้นปิด ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอใช้บริการ                         หนังสือนานาชาติ ให้บริการหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นภาษาของแต่ละประเทศ จำนวน 64 ประเทศ โดยได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศ รวมถึงได้รับบริจาคจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้บริการในระบบชั้นเปิด ผู้ใช้บริการสามารถเลือกอ่านหนังสือได้ตามอัธยาศัย                        ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 3 วันและเวลาทำการ วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์  02-2809828-32 ต่อ 694 โทรสาร 02-2813614

ภาพตัวอย่าง

หนังสือหายาก

หนังสือหายากเป็นเอกสารที่มีคุณค่าถือเป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติทั้งด้านเนื้อหาและด้านการพิมพ์ มีอายุประมาณ 50-150 ปี ซึ่งผู้ใช้บริการอาจไม่สามารถหาได้จากห้องสมุดทั่วไป และไม่มีจำหน่วยในท้องตลาด ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเก็บรักษาหนังสือหายากที่มีคุณค่าไว้เป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ โดยผ่านขั้นตอนการดำเนินการตามหลักวิชาบรรณารักษศาสตร์แล้ว จำนวนมากกว่า 50,000 เล่ม ประกอบด้วย       - พระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ หนังสือส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ๆ  - หนังสือที่พิมพ์ในระยะเริ่มแรก หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก และพิมพ์ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ - หนังสือที่มีความโดดเด่น มีรูปเล่มสวยงาม และมีภาพประกอบที่ทรงคุณค่า เป็นต้น และยังนับรวมถึงหนังสือใหม่ที่พิจารณาแล้วว่าจะเป็นหนังสือพิเศษที่หาได้ยากในอนาคตอีกด้วย ห้องหนังสือหายากให้บริการในระบบชั้นปิดทั้งหนังสือหายากภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ นอกจากนั้นยังจัดเก็บและให้บริการหนังสืออนุสรณ์งานศพ และหนังสือแบบเรียนเก่า ผู้ประสงค์จะขอใช้บริการต้องปฏิบัติตามระเบียบการใช้บริการหนังสือหายาก ดังนี้ - ลงชื่อเข้าใช้บริการ - กรอกแบบฟอร์มการขอใช้บริการให้ชัดเจน ถูกต้อง  - แนบบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ - ใช้หนังสือได้ครั้งละ ๕ เล่ม และให้ใช้ภายในห้องหนังสือหายากเท่านั้น ห้ามนำหนังสือออกโดยมิได้รับอนุญาต - ห้ามคัดลอกหรือทำสำเนาใดๆ นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา หมายเหตุ : หอสมุดแห่งชาติสงวนสิทธิ์งดใช้บริการต้นฉบับจริงในกรณีที่หนังสือหายากนั้นมีสำเนาในรูปอื่นๆ  เช่น ไมโครฟิล์ม CD หรือสำเนาในรูปกระดาษ                    ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 2 ชั้น 3 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 16.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์ 02 280 9828 - 32 ต่อ 327, 330                

ภาพตัวอย่าง

วารสารและหนังสือพิมพ์

                             หอสมุดแห่งชาติให้บริการวารสารและหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับล่วงเวลา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน สำหรับวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลาจะให้บริการด้วยระบบชั้นปิดเพื่อเป็นการอนุรักษ์ ข้อมูลและสภาพต้นฉบับวารสารและหนังสือพิมพ์ให้มีอายุยืนยาวนาน และบางฉบับมีการเย็บเล่มปกแข็ง การทำสำเนาด้วยการถ่ายไมโครฟิล์ม การทำสำเนา                        ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติยังคงเก็บรวบรวมวารสารและหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไว้สำหรับให้บริการโดยมีรายการวารสารและหนังสือพิมพ์ที่ให้บริการประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ภาษาไทย หนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ วารสารภาษาไทย วารสารภาษาต่างประเทศ วารสารและหนังสือพิมพ์เย็บเล่มภาษาไทย วารสารและหนังสือพิมพ์เย็บเล่มภาษาต่างประเทศ วารสารและหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่ถ่ายไมโครฟิล์มและไมโครแจ๊กเก็ต วารสารและหนังสือพิมพ์ภาษต่างประเทศที่ถ่ายไมโครฟิล์มและไมโครแจ๊กเก็ต               ระเบียบการใช้บริการวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา        - ใช้วารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับย้อนหลังหรือฉบับเย็บเล่ม ติดต่อเจ้าหน้าที่        - กรอกแบบฟอร์มขอใช้บริการและแลกบัตรประจำตัวประชาชน/บัตรนิสิต นักศึกษา หรือบัตรอื่นที่ส่วนราชการออกให้        - ใช้วารสารและหนังสือพิมพ์ภายในห้องบริการวารสารและหนังสือพิมพ์เท่านั้น ห้ามนำออกโดยมิได้รับอนุญาต        - แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อต้องการถ่ายสำเนาหรือถ่ายภาพ                                   วารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับปัจจุบัน ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 1 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์  0 2280 9828-32 ต่อ 636                                                                                    วารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา ที่ตั้ง หอสมุดแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 4 วันและเวลาทำการ  วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 16.30 น.วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการ วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี โทรศัพท์ 0 2280 9828-32 ต่อ 734, 735  

ภาพตัวอย่าง

นวนิยาย

รายละเอียดบริการ       หนังสือนวนิยาย แบ่งการให้บริการเป็น 2 ระบบ คือ ระบบชั้นปิดและระบบชั้นเปิด ดังนี้        ♦ หนังสือนวนิยายภาษาไทยที่จัดพิมพ์ในระหว่างปี พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน ให้บริการระบบชั้นเปิด ณ มุมหนังสือนวนิยาย อาคาร 1 ชั้น 3 ผู้ใช้บริการสามารถเลือกอ่านหนังสือนวนิยายได้ตามอัธยาศัย        ♦ หนังสือนวนิยายภาษาต่างประเทศที่จัดพิมพ์ในระหว่างปี ค.ศ. 2000-ปัจจุบัน ให้บริการระบบชั้นเปิด ณ มุมหนังสือนวนิยาย อาคาร 1 ชั้น 3 ผู้ใช้บริการสามารถเลือกอ่านหนังสือนวนิยายได้ตามอัธยาศัย        ♦ หนังสือนวนิยายภาษาไทยที่จัดพิมพ์ต่ำกว่า พ.ศ. 2550 และหนังสือนวนิยายภาษาต่างประเทศที่จัดพิมพ์ต่ำกว่า ค.ศ. 2000 ให้บริการระบบชั้นปิด ผู้ใช้บริการต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอใช้บริการ   วันและเวลาทำการ วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.30 น. วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. ปิดบริการวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดตามมติครม.   เบอร์โทรศัพท์  โทร.       02-2809828-32 ต่อ 694 โทรสาร  02-2813614



ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
for w3c
ภาพตัวอย่าง

ทีฆายุวัฒนมงคล 100 ปี ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต

นิทรรศการ “ทีฆายุวัฒนมงคล” วาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต           ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต สกุลเดิม ลีละหุต (นามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ที่ตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นธิดาคนที่ ๖ ของว่าที่อำมาตย์ตรีขุนพิทักษ์ประชารมย์ (อัศว์ ลีละหุต) และนางพิทักษ์ประชารมย์ (ส้มกิ้น ลีละหุต) มีพี่น้องรวม ๑๐ คน คือ ด.ญ.เลื่อน ด.ญ.ล้อม ด.ญ.น้อม ด.ช.แนบ ด.ญ.มุล ด.ญ.แม้น ด.ญ.ม่อม  ด.ช.สมเกียรติ ด.ญ.นิตยา และ ด.ช.เล็ก ลีละหุต ทั้งนี้ในสมัยก่อนนิยมใช้ชื่อพยางค์เดียวทั้งผู้หญิงและผู้ชาย           ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กำหนดให้สตรีมีชื่อ ๒ พยางค์ ดังนั้น ด.ญ.แม้น จึงมีชื่อว่า แม้นมาส และเหตุที่ใช้พยัญชนะ ส สะกด เพราะพยัญชนะ ศ และ ษ ถูกตัดออกจากพยัญชนะไทยในสมัยนั้น เพื่อให้เขียนได้ง่ายขึ้น   การศึกษา นางสาวแม้นมาส ลีละหุตเมื่อสำเร็จปริญญาตรี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๔๗๗  —     เริ่มการศึกษาในระดับประถมต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดท่ามอญ (ปัจจุบันคือวัดศรีทวี) อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช        ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชจนจบชั้นมัธยมปีที่ ๕   พ.ศ. ๒๔๗๙ —     ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสตรีจุลนาค จังหวัดพระนคร จนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖   พ.ศ. ๒๔๘๑—     เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมปีที่ ๗ - ๘ ที่โรงเรียนสตรีสุนันทาลัย จนสำเร็จการศึกษา และเป็นผู้สอบชั้นมัธยมปีที่ ๘ ได้คะแนนเป็น        อันดับ ๒ ของประเทศ จึงได้รับทุนเล่าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา   พ.ศ. ๒๔๘๖ —     เข้าศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี   พ.ศ. ๒๔๙๒ —     สอบชิงทุนกระทรวงศึกษาธิการ และทุนของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทวิชาบรรณารักษศาสตร์ ณ          มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษา ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ นอกจากนี้ในระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อน ได้        ฝึกงานในห้องสมุดสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อหาประสบการณ์ในการทำงานห้องสมุดทุก ๆ ด้านซึ่งขณะนั้นมีคนไทยเพียง        คนเดียวที่ไปศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์   พ.ศ. ๒๕๑๑ —     ได้รับทุนอบรมระยะสั้น จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้เข้า        อบรมวิธีสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ เป็นระยะเวลา ๖ เดือน ในโรงเรียนบรรณารักษศาสตร์ ประเทศเดนมาร์ก ต่อจากนั้นได้รับการ        ฝึกอบรมการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อดำเนินงานเอกสารของยูเนสโก ต่ออีก ๑ สัปดาห์ ณ สำนักงานใหญ่ของยูเนสโก กรุงปารีส         และได้รับประกาศนียบัตรพิเศษของยูเนสโก(วิธีสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์) โรงเรียนบรรณารักษศาสตร   ชีวิตครอบครัว           นางสาวแม้นมาส  ลีละหุต สมรสกับ นายชาย ชวลิต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ ระหว่างเดินทางไปศึกษาในระดับปริญญาโท ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจดทะเบียนสมรส ณ เมืองแอนอาเบอร์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มีบุตรธิดา รวม ๓ คน คือ           ๑. นางดารกา ชวลิต วงศ์ศิริ           ๒. นางสิริมา ชวลิต บลอม           ๓. นายตติย์ ชวลิต  นางแม้นมาส และนายชาย ชวลิต ขณะเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สหรัฐอเมริกา   การทำงาน           เริ่มทำงานเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนภาษาอังกฤษในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ ๑ ปี จากนั้นจึงลาออกไปทำงานหนังสือพิมพ์ประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิกรรายวัน (พ.ศ. ๒๔๘๘ - ๒๔๙๒) ต่อมาได้เข้ารับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้           พ.ศ. ๒๔๙๒ เริ่มรับราชการชั้นตรี ตำแหน่งครูประจำการกรมวิสามัญศึกษา (ปัจจุบันคือกรมสามัญศึกษา) กระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติงานในกองการศึกษาผู้ใหญ่           พ.ศ. ๒๔๙๗ โอนไปรับราชการในกรมสามัญศึกษา (เดิม) ตำแหน่งประจำแผนกการศึกษาประชาชน กองการ ศึกษาผู้ใหญ่           พ.ศ. ๒๔๙๘ ศึกษานิเทศก์โท ฝ่ายห้องสมุด กองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา           พ.ศ. ๒๕๐๓ โอนไปรับราชการ กรมวิชาการ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกอุปกรณ์ กองอุปกรณ์การศึกษาปฏิบัติงานในห้องสมุดกระทรวงศึกษาธิการด้วย           พ.ศ. ๒๕๐๕ วิทยากรเอก กรมวิชาการ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับหนังสือเรียน ห้องสมุดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์วัสดุการศึกษา และห้องสมุดศาลาวันเด็ก           พ.ศ. ๒๕๐๗ โอนไปรับราชการกรมศิลปากร ตำแหน่งบรรณารักษ์เอก กองหอสมุดแห่งชาติ   บัตรข้าราชการ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิตขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร           พ.ศ. ๒๕๑๒ หัวหน้ากองหอสมุดแห่งชาติ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๑๒ รักษาราชการแทน อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเดินทางไปราชการต่างประเทศ และในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๒ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติ           พ.ศ. ๒๕๑๙ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปีเดียวกันนี้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ          พ.ศ. ๒๕๒๐ ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศิลปากร รับผิดชอบงานบริหารและดูแลงานด้านห้องสมุด ด้านจดหมายเหตุ และด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ           ๑๕ มิถุนายน ๒๕๒๑ ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ไปปฏิบัติงาน ณ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาหนังสือแห่งเอเชียและแปซิฟิค ณ เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาหนังสือ ฝึกอบรมการสร้างและพัฒนาหนังสือ ปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลากว่า ๕ ปี           ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ เกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ร่วมประชุมของยูเนสโก เรื่อง “ห้องสมุดประชาชนในเอเชีย” ณ กรุงเดลีขณะดำรงตำแหน่งประจำแผนกการศึกษาประชาชน กองการศึกษาผู้ใหญ่ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาหนังสือในเอเชียและแปซิฟิกของยูเนสโกได้รับเชิญจากคณะกรรมการของแคว้นไฮเดอราบัด ปากีสถานให้ประกอบพิธีสวมยอดเครื่องประดับแสดงคารวะแก่กวีผู้ยิ่งใหญ่ของรัฐที่ล่วงลับไปแล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศปากีสถาน   รางวัลและเกียรติคุณ           พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย           พ.ศ. ๒๕๒๙ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน           พ.ศ. ๒๕๓๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จตุตถจุลจอมเกล้า ในวโรกาสพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๑           พ.ศ. ๒๕๓๗ กิตติเมธีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช           พ.ศ. ๒๕๓๘ ศิษย์เก่าอักษรศาสตร์ดีเด่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต นิสิตรุ่นที่ ๘ (๒๔๘๒ - ๒๔๘๕) รับโล่จากคณบดี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะศิษย์เก่าอักษรศาสตร์ดีเด่น           พ.ศ. ๒๕๔๑ บุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต รับโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี             พ.ศ. ๒๕๔๖ รางวัลนราธิป เป็นรางวัลที่มอบให้นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ กวี นักแปล และบรรณาธิการอาวุโส ที่สร้างสรรค์ผลงานมาอย่างต่อเนื่อง           พ.ศ. ๒๕๕๐ รางวัลสุรินทราชา เพื่อเชิดชูเกียรตินักแปลจากผลงานเรื่อง ผจญทะเล และวิมานลอย ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทยมอบโล่ “รางวัลสุรินทราชา” เนื่องในวันนักแปลและล่าม ครั้งที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ พ.ศ. ๒๕๕๐ รางวัลศาสตราจารย์ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ด้านการพัฒนาห้องสมุด ในโครงการเชิดชูผู้ทำความดีเพื่อสังคมมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต รับรางวัล “ศาสตราจารย์ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต” (ด้านการพัฒนาห้องสมุด) ประจำปี ๒๕๕๐ ตามโครงการเชิดชูผู้ทำความดีเพื่อสังคม                     พ.ศ. ๒๕๕๑ ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย สำนักส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ           พ.ศ. ๒๕๖๕ รับรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี ๒๕๖๕ เนื่องใน “วันครู ๒๕๖๕” ครั้งที่ ๖๖ ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕   เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.)  ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก , https://th.wikipedia.org/wiki/ตติยจุลจอมเกล้า       บทบาทด้านบรรณารักษ์           ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิตเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยวางรากฐานงานห้องสมุดในประเทศไทยให้ก้าวหน้า ทั้งยังมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ งานที่เกี่ยวกับการพัฒนาห้องสมุดในประเทศซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้แก่           ๑. การก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย               คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มูลนิธิฟูลไบรท์ (Fulbright) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกันจัดการฝึกอบรมทางบรรณารักษศาสตร์ระยะสั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ ผลจากการฝึกอบรมในครั้งนั้นก่อให้เกิด “ชมรมห้องสมุด” ขึ้น และเพื่อให้สถานภาพของชมรมห้องสมุดมีความมั่นคงยิ่งขึ้น จึงได้ขอจดทะเบียนเป็น “สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ มีศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นนายกสมาคมห้องสมุด ฯ คนแรก               ต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับไว้ในพระราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙   สำนักงานสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยยุคแรก สำนักงานสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ในปัจจุบัน   ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต วิทยากรอบรมวิชาบรรณารักษศาสตร์โดยความช่วยเหลือจากมูลนิธิฟูลไบรท์ (Fulbright) ประเทศสหรัฐอเมริกา   ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิตนำเสด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทอดพระเนตรร้านจำหน่ายหนังสือในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๑๐ ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ในฐานะนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยนำสมาชิกไปศึกษาดูงานห้องสมุด ในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗   ๒. การพัฒนาห้องสมุดในประเทศไทย   ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิตตั้งแต่แรกเริ่มรับราชการได้ทำโครงการเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาห้องสมุดต่าง ๆ เป็นการวางระบบบริหารงานห้องสมุด การดำเนินงานทางเทคนิคการให้บริการ การออกแบบอาคาร ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในงานห้องสมุด ได้แก่    การวางระบบบริหารงานห้องสมุด การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน จัดจำแนกตำแหน่งและกำหนดหน้าที่ใน แต่ละตำแหน่ง กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการทำงานทั้งด้านคุณภาพ และปริมาณ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา ผลการปฏิบัติงานของแต่ละตำแหน่ง รวมทั้งเป็นกรรมการกำหนดมาตรฐานห้องสมุดต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการและมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของครูบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนทั่วประเทศ    การจัดทำมาตรฐานแบบครุภัณฑ์ห้องสมุด และการจัดวางผังห้องสมุดประชาชนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ระหว่างที่ปฏิบัติราชการในกองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา    การพัฒนาห้องสมุดต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น การออกแบบห้องสมุดคุรุสภา ห้องสมุดมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ และห้องสมุดโรงเรียนหลายแห่ง เช่น ห้องสมุดทดลองโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ห้องสมุดโรงเรียนตัวอย่าง เพื่อขยายบริการสู่ชุมชนที่บ้านดีลัง จังหวัดลพบุรี และห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษาวัดสุตธรรมาราม จังหวัดนครนายก เป็นต้น ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ถวายรายงาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและมอบตู้หนังสือให้ชาวเขา ๕๙ ตู้ เนื่องในวันรัชดาภิเษก ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ถวายการแนะนำหนังสือและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ณ ห้องสมุดโรงเรียนพึ่งบารมี จังหวัดลพบุรี ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์วิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร                 ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นผู้นำและสร้างความก้าวหน้าด้านบรรณารักษศาสตร์แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก ประกอบกับเป็นผู้ที่เสียสละ เอาใจใส่ ปรับปรุงสร้างสรรค์งานให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา นำความเจริญสู่วิชาชีพบรรณารักษ์โดยแท้จริง เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติและเป็นผู้สมควรแก่การยกย่องสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงเห็นสมควรมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณสืบไป   การประชุมจัดทำหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ ๑๘ - ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต มอบของที่ระลึกแก่นักเรียนในวันยุวกวี ครั้งที่ ๘ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิตเข้าร่วมประชุมสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด หรือ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐     บทบาทด้านการศึกษา ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิตได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย           ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยวางรากฐานวิชาชีพบรรณารักษ์ เป็นบุคคลแรกที่ได้นำความรู้และประสบการณ์ด้านบรรณารักษศาสตร์ตามมาตรฐานสากลมาใช้ ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์นับว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นผู้มีคุณูปการต่อวิชาชีพบรรณารักษ์ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ดังนี้             ๑. การร่วมก่อตั้งและพัฒนาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ เพื่อชดเชยความขาดแคลนบุคลากรที่มีวุฒิทางวิชาชีพโดยร่วมจัดทำหลักสูตรวิชาบรรณารักษศาสตร์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดสอนวิชานี้เป็นแห่งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ เริ่มด้วยหลักสูตรอนุปริญญา ต่อมาขยายเป็นหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และประกาศนียบัตรชั้นสูง โดยได้เข้าร่วมเป็นกรรมการจัดทำหลักสูตรทุกระดับของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มจัดทำหลักสูตรบรรณารักษศาสตร์ ชุดประกาศนียบัตรครู ชุดพิเศษทั้งระดับประโยคครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (พ.ป.)           ๒. เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่แรกเริ่มทั้งในระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี และปริญญาโท นานกว่า ๑๕ ปี ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น   บทบาทด้านหอสมุดแห่งชาติ          พ.ศ. ๒๕๐๔ หอสมุดแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุ ถนนหน้าพระธาตุ สังกัดกรมศิลปากร กระทรวง ศึกษาธิการ ในระยะนั้นมีผู้มาใช้บริการหอสมุดแห่งชาติหนาแน่นจนสถานที่คับแคบ จึงมีการสร้างอาคารหอสมุด แห่งชาติหลังใหม่ ณ ท่าวาสุกรี โดยกรมศิลปากรมีนโยบายจะปรับปรุงโครงสร้างและขยายงานหอสมุดแห่งชาติเข้าสู่มาตรฐานสากล จึงแยกงานหอสมุดแห่งชาติออกจากกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ ตั้งเป็นกองหอสมุดแห่งชาติ  โดยจัดหาทุนให้เจ้าหน้าที่เดินทางไปศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งขอโอนข้าราชการ  ที่มีความสามารถและประสบการณ์ด้านห้องสมุดจากหน่วยงานอื่น เพื่อทำหน้าที่ในการปรับปรุงและพัฒนากิจการ ของหอสมุดแห่งชาติให้บรรลุเป้าหมาย           ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งวิทยากรเอกของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญและมีผลงานด้านกิจการห้องสมุด รับผิดชอบกิจการห้องสมุดของกระทรวง ศึกษาธิการ และเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาโททางบรรณารักษศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้ศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติงานในแผนกเด็กห้องสมุดประชาชนคาร์เนกี เมืองพิตต์สเบิร์ก และแผนกวารสารหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยมิชิแกน นับเป็นประสบการณ์สำคัญที่สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาหอสมุดแห่งชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งภารกิจงานสำคัญที่ดำเนินงานระหว่างรับราชการที่กรมศิลปากร มีดังนี้           ๑. การก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ           พ.ศ. ๒๕๐๗ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้โอน ย้ายมารับราชการที่กรมศิลปากร ในตำแหน่งบรรณารักษ์เอกกองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กรมศิลปากรกำลังก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติที่ท่าวาสุกรี โดยเป็นผู้บุกเบิกงานก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ และเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานในอาคารใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงานตามแบบสากล ตลอดจนร่วมพิจารณาออกแบบครุภัณฑ์ และเครื่องใช้ รวมทั้งกำหนดตำแหน่งที่ตั้งร่วมกับกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร           ๒. การขนย้ายและการจัดห้องสมุด           พ.ศ. ๒๕๐๘ การก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติแล้วเสร็จ การขนย้ายหนังสือตัวพิมพ์ หนังสือตัวเขียน และตู้พระธรรม ตลอดจนการจัดห้องสมุดใหม่เป็นงานใหญ่และต้องการแผนปฏิบัติงานที่รัดกุม การดำเนินงานภายใต้การบริหารงานของศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีพิธีเปิดอาคารหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และให้บริการแก่ประชาชนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต เมื่อแรกสร้าง อาคารหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและเปิดให้บริการ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙   ผู้ใช้บริการห้องอ่านหนังสือภายในหอสมุดแห่งชาติ   พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต กราบบังคมทูลอธิบายนิทรรศการพิเศษ ณ อาคารหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี  เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๐   สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน-ราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดนิทรรศการ “๑๐๐ ปี วันประสูติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์” ณ หอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐              ๓. การพัฒนาคุณภาพบุคลากรหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติเป็นแหล่งวิทยาการสำคัญในการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศ มีการปรับปรุงและแบ่งส่วนราชการหอสมุดแห่งชาติใหม่ พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพบุคลากร มีการจัดหาทุนและสนับสนุนให้ข้าราชการหอสมุดแห่งชาติได้รับการศึกษาระดับสูงขึ้นในระดับปริญญาโท รวมทั้งทุนฝึกอบรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ           ๔. การนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติ การริเริ่มโครงการจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยขอความร่วมมือจากองค์การยูเนสโกและสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการขอสนับสนุนทุนในการศึกษาดูงาน และติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยวางระบบงานหอสมุดแห่งชาติ และการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยปฏิบัติงานบรรณานุกรมแห่งชาติ    ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ร่วมหารือกับ Mrs. Salman-El Madini ตัวแทนจาก UNESCO ปารีส ในเรื่องเกี่ยวกับการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖             ๕. การยกระดับงานหอสมุดแห่งชาติให้เข้าสู่มาตรฐานสากล นอกจากงานจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ  อันเป็นหน้าที่สำคัญของหอสมุดแห่งชาติ และเป็นการยกระดับกิจการของหอสมุดแห่งชาติให้ทัดเทียมกับห้องสมุดอื่นในด้านวิชาการแล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ยังเป็นผู้ริเริ่มนำกิจการของหอสมุดแห่งชาติออกสู่การสมาคมร่วมมือกับต่างประเทศ โดยได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศขึ้น ได้แก่            การริเริ่มให้มีการใช้เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (International Standard Serials Number – ISSN) ก่อตั้งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (International Serials Data System – Southeast Asia Regional Center - ISDS-SEA) โดยได้ร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียทั้ง ๕ ประเทศ ด้วยการสนับสนุนขององค์การยูเนสโก และองค์การการพัฒนาการวิจัยระหว่างชาติ (International Development Research Center) ของประเทศแคนาดา และยังได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลวารสารระดับภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย และใช้พื้นของหอสมุดแห่งชาติเป็นที่ทำการ ทั้งนี้ได้มีการขอสนับสนุนทุนในการส่งเจ้าหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติไปศึกษาดูงานที่สำนักงานศูนย์ระหว่างชาติ ณ กรุงปารีส           การร่วมก่อตั้งโครงการศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนและยืมสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (National Librarians and Documentation Center Consortium in Southeast Asia - NLDC SEA) ซึ่งโครงการนี้ได้ก่อตั้งขึ้นโดยมีหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหัวหน้าโครงการ           การริเริ่มก่อตั้งสภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Congress of Southeast Asian Librarians - CONSAL) โดยร่วมมือกับบรรณารักษ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งขึ้นใน ค.ศ. ๑๙๗๐ (พ.ศ. ๒๕๑๓) เพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการพัฒนาห้องสมุดและเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างบรรณารักษ์ของประเทศสมาชิกกว่า ๑๐ ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย การจัดการประชุมกำหนดจัดขึ้นทุก ๆ ๓ ปี โดยมีประเทศสมาชิกหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการประชุม จำนวน ๓ ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๑ ครั้งที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๓๖ และครั้งที่ ๑๖ พ.ศ. ๒๕๕๘ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CONSAL) ครั้งที่ ๑๖เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค   ตัวแทนประเทศไทยรับมอบธงเพื่อรับมอบเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม สภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CONSAL) ครั้งที่ ๑๖ พ.ศ. ๒๕๕๘ การส่งมอบธงและส่งต่อการเป็นเจ้าภาพแก่ประเทศเมียนมา ในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CONSAL)ครั้งที่ ๑๗ ณ ประเทศเมียนมา            การจัดอบรมบรรณารักษ์ผู้ปฏิบัติงาน เป็นการพัฒนาบุคลากรซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนหอสมุดแห่งชาติ มีการจัดอบรมบรรณารักษ์ผู้ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ อาทิ งานเทคนิคห้องสมุด การให้บริการสารสนเทศด้านวัฒนธรรม เป็นต้น โดยเชิญวิทยากรที่เป็นบรรณารักษ์ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศมาร่วมงานด้วย เป็นการยกฐานะหอสมุดแห่งชาติ ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำทางวิชาการ           การเข้าร่วมประชุมสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (International Federation of Library Associations and Institutions - IFLA) เป็นการเข้าร่วมประชุมด้านบรรณารักษศาสตร์ในระดับสากล ทำให้กิจการห้องสมุดของประเทศไทยเป็นที่รู้จักในนานาประเทศ ตลอดจนนำไปสู่ความร่วมมือในด้านวิชาการและด้านบริการระหว่างประเทศ ดร.เกษม สุวรรณกุล รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยประธานในพิธีเปิดการอบรมบรรณารักษ์ในเอเชียอาคเนย์ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗           ๖. การขยายงานบริการหอสมุดแห่งชาติ           การได้รับบริจาคหนังสือและสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของพระยาอนุมานราชธนจากทายาท และก่อตั้งเป็น “ห้องสมุดอนุมานราชธน” ณ อาคารหอสมุดแห่งชาติ ชั้น ๓ ตลอดจนการได้รับบริจาคหนังสือจากห้องสมุด ม.จ.สมัยเฉลิม กฤดากร ห้องสมุดหลวงดรุณกิจวิทูร ห้องสมุดพลเรือตรีแชน ปัจจุสานนท์ ห้องสมุดนายเฉลิม ยงบุญเกิดซึ่งล้วนเป็นหนังสือที่มีคุณค่าและหายาก อันเป็นการเสริมศักยภาพของหอสมุดแห่งชาติให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น           การริเริ่มงานโครงการ “ศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์” โดยรับบริจาคหนังสือและเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ จากทายาท คือ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร โครงการนี้ตั้งที่ทำการ ณ หอวชิราวุธ ซึ่งเป็นอาคารหอสมุดแห่งชาติหลังเดิม ณ ตึกถาวรวัตถุ ถนนหน้าพระธาตุ และมีพิธีเปิดให้บริการแก่ประชาชน เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ (ขณะนั้นศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้ปฏิบัติงานอยู่ต่างประเทศ)   สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒           การก่อสร้างหอพระสมุดวชิรญาณ (อาคาร ๒) ท่าวาสุกรี เขตดุสิต เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลาจารึกและตู้ไทยโบราณที่ย้ายมาจากหอพระสมุดวชิราวุธ มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ปัจจุบันใช้พื้นที่นี้สร้างอาคาร ๕ ชั้น ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ ท่าวาสุกรี สถานที่เก็บรักษาศิลาจารึกและตู้ไทยโบราณ             การสร้างห้องพระมงกุฎเกล้า ฯ ตั้งอยู่ชั้น ๓ ของอาคารหอสมุดแห่งชาติ ใช้เป็นที่เก็บหนังสือส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนหนังสืออื่น ๆ ที่มีคุณค่าและหายาก ต่อมาขยายงานเป็นหอวชิราวุธานุสรณ์   สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดห้องสมุดพระมงกุฎเกล้า ฯ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ วันครบรอบ ๙๐ ปี แห่งพระบรมราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว       ผลงานประพันธ์และการแปลหนังสือ           ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ โดยใช้ทั้งชื่อจริงและนามปากกา “รอย โรจนานนท์” “กันย์” “โรจนากร” “ม. ลีละหุต” และ “มนัสนันท์” ผลงานด้านการเขียนประกอบด้วยหนังสือสำหรับเด็ก งานเขียนด้านพุทธศาสนา ด้านสารคดีและบันเทิงคดี นอกจากนี้ยังมีผลงานการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย โดยได้แปลหนังสือ สารคดี นวนิยาย หนังสือสำหรับเด็ก บทความในวารสารวิชาการจำนวนมาก           หนังสือสำหรับเด็ก เช่น แม่ไก่สีแดง กระต่ายแหย่เสือ เกียจคร้านเจ้าปัญญา ชาลีขี่ก้านกล้วย ตุ๊กตายอดรัก โสนน้อย หมาน้อยสิบตัว เป็นต้น ผลงานด้านการเขียนหนังสือสำหรับเด็ก             หนังสือแปล เช่น “การขยายกิจการของห้องสมุดประชาชน แปลจาก Library extension work and publicity” “โรงเรียนในทุ่งกว้าง แปลจาก Prairie school” “วรรณกรรมชิ้นเอกของสหรัฐอเมริกา แปลจาก Great American short stories” “หนังสืออ่านเพิ่มเติมระดับมัธยมศึกษา เรื่อง แฮนส์คริสเตียน แอนเดอร์เสน แปลจาก Hans Christian Andersen” และ “วิมานลอย แปลจาก Gone with the wind” เป็นต้น ผลงานด้านการแปลหนังสือ             งานเขียนด้านพุทธศาสนา ได้แก่ ประทีปแห่งชมพูทวีป และพระพุทธประวัติ           ด้านสารคดีและบันเทิงคดี ได้แก่ คู่มือการใช้สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน แนวทางส่งเสริมการอ่าน ปกิณกะ: การอ่านหนังสือของเด็ก ปกิณกะ: การปฏิรูปห้องสมุด ยอดปรารถนา โรงเรียนของแม่ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช: เอกสารมรดกไทย - เอกสารมรดกโลก           ผลงานวิชาการด้านบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศ ได้แก่ การระวังรักษาและซ่อมหนังสือ ประวัติหอสมุดแห่งชาติ วิชาบรรณารักษศาสตร์ และห้องสมุดโรงเรียน       งานเขียนด้านพุทธศาสนา งานเขียนด้านสารคดีและบันเทิงคดี     ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต รับพระราชทานรางวัลวรรณกรรมอาเซียน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต รับเสด็จ ฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานนิทรรศการสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน   ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต รับพระราชทานรางวัลวรรณกรรมอาเซียน ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต รับรางวัลการประกวดหนังสือ พุทธประวัติสำหรับเยาวชน ในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๕๐๐ จาก ม.ล. ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน       คุรุบูชา ทีฆายุวัฒนมงคล วาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕            คุณสมบัติแห่งทองผ่องพิลาส                ดั่งแม้นมาสปูชนีย์ศรีกรมศิลป์ วิสัยทัศน์วิสัยธรรมนำอาจิณ                            การุญรินมอบความรู้สู่สังคม คือผู้ใหญ่มีธรรมล้ำผู้ใหญ่                               วิถีไทยปณิธานประสานสม เกียรติยศงดงามนิยามนิยม                             บูชาชมกราบพระคุณอุ่นอารี            ประชุมเชิญประเมินมิ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์          จตุรพิธพรภิรมย์อุดมดิถี มหาฤกษ์มหาไชยวลัยวลี                                บวงบายศรีเจิมขวัญมั่นมงคล ๑๕ กันยมาสครบคำรบล้ำ                              มาลัยคำนำพิพัฒน์สวัสดิผล ทีฆายุบรรลุล้วนประมวลพิมล                          ไพบูลย์ชนม์จิรังร้อยนิรันดร ลาภยศสุขสรรเสริญเจริญยิ่ง                            ประสงค์สิ่งประสิทธิ์สรรพ์สโมสร พรแผ่นดินแผ่นฟ้าคุณากร                              สถาพรทุกทิวาราตรีเทอญฯ นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ (ภาษาและวรรณกรรม) กรมศิลปากร ประพันธ์    

ภาพตัวอย่าง

แผ่นเสียงในสยาม

กระบอกเสียง การบันทึกเสียงยุคแรก กระบอกเสียงเอดิสัน (EDISON CYLINDER) การบันทึกเสียงช่วงเริ่มแรก เป็นการบันทึกเสียงลงบนกระบอกเสียงทรงกลมยาว โดย โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ผู้ค้นพบความสำเร็จในการบันทึกเสียง เมื่อ พ.ศ. 2420 เรียกเครื่องบันทึกเสียงนี้ว่า “กระบอกเสียงเอดิสัน” (EDISON CYLINDER)           กระบอกเสียงนี้มีลักษณะเป็นทรงกระบอก บนผิวด้านนอกฉาบไว้ด้วยขี้ผึ้งแข็ง เวลาบันทึกเสียงใช้วิธีไขลานให้ท่อทรงกระบอกหมุนไป แล้วผู้ขับร้องจะร้องเพลงกรอกลงไปทางลำโพง เสียงที่เข้าทางลำโพงจะไปสั่นที่เข็ม ซึ่งจะขูดลงไปบนขี้ผึ้งบนรูปทรงกระบอกให้เกิดเป็นร่องเสียงขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ส่วนหัวของกระบอกไปจบลงที่ปลายอีกข้าง เป็นอันเสร็จการบันทึก เมื่อจะนำมาเปิดฟังก็นำกระบอกเสียงนั้นมาหมุนด้วยเครื่องไขลานเช่นเดียวกัน แล้วใช้เข็มขูดลงไปบนร่องที่ได้บันทึกไว้ เสียงเพลงก็จะออกมาทางลำโพงเดียวกับที่เคยใช้บันทึกเสียง  (จากหนังสือ เครื่องเสียงโบราณ ตำนานแห่งศาสตร์และศิลป์ โดย พฤฒิพล ประชุมผล) จากทรงกระบอกสู่แผ่นแบนราบ จุดเริ่มต้นของแผ่นเสียง                พ.ศ. 2430 อีมิล เบอร์ไลเนอร์ (Emile Berliner) นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ได้ทดลองทำการบันทึกเสียงลงบนวัสดุแบนราบแทนวัสดุทรงกระบอก ซึ่งสะดวกกว่าและบันทึกเสียงได้ยาวกว่า โดยเริ่มแรกใช้วิธีบันทึกเสียงจากกลางแผ่นให้เข็มขูดเป็นร่องออกมาสู่ขอบแผ่นช้าๆ เพลงจึงมาจบที่ขอบแผ่นเสียง เรียกแผ่นรุ่นแรกนี้ว่า “แผ่นเสียงร่องกลับทางของเบอร์ไลเนอร์” อีมิล เบอร์ไลเนอร์ (Emile Berliner) "บิดาแห่งแผ่นเสียง"                ต่อมา พ.ศ. 2434 เบอร์ไลเนอร์ ได้พัฒนาคุณภาพการผลิตแผ่นเสียงให้ดีขึ้น โดยใช้วัสดุนิกเกิลผสมกับทองแดง ตีเป็นแผ่นบาง หุ้มด้วยชแล็คสูตรผสม ซึ่งให้เสียงที่มีชีวิตชีวามากขึ้น เรียกแผ่นเสียงชนิดนี้ว่า “แผ่นเสียงครั่ง” จากการคิดค้นการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงนี้ เบอร์ไลเนอร์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งแผ่นเสียง”(จากหนังสือ เครื่องเสียงโบราณ ตำนานแห่งศาสตร์และศิลป์ โดย พฤฒิพล ประชุมผล) การบันทึกเสียงยุคแรกในสยาม                กระบอกเสียงเข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 จากหลักฐานที่นาย ต.เง็กชวน บันทึกไว้ว่าได้เห็นและฟังเพลงจากกระบอกเสียง เมื่อ พ.ศ. 2437 โดยมีผู้นำเข้ามาเปิดในงานโกนจุก ณ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากหลักฐานการบันทึกเสียงในไทยแล้ว ยังปรากฏหลักฐานการบันทึกเสียงวงดนตรีไทยของคณะนายบุศย์ มหินทร์ ลงกระบอกเสียง ณ ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ. 2443                ต่อมาจึงเริ่มมีการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงครั้งแรก ณ วังบ้านหม้อ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมมหรสพหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ในระยะแรก เป็นการบันทึกเสียงลงบนกระบอกเสียงแล้วนำไปอัดลงแผ่นเสียงครั่งที่ต่างประเทศ และนำกลับเข้ามาจำหน่ายที่สยาม แผ่นเสียงครั่งที่นำเข้ามาจำหน่ายตราแรกในสยาม คือ ตราอรหันต์ ตราที่สองคือ ตราปาเต๊ะ คณะนายบุศย์ มหินทร์ บันทึกเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ 2443                ปลายรัชกาลที่ 6 มีการผลิตแผ่นเสียงโดยคนไทย มี 4 ตรา ได้แก่ ตรากระต่าย ตรากรอบพักตร์สีทอง ตราเศรณี และตราศรีกรุง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แผ่นเสียงเพลงไทยสากลเกิดขึ้นแทนที่แผ่นเสียงเพลงไทยเดิม มีบริษัทและห้างแผ่นเสียงของคนไทยเกิดขึ้นจำนวนมากและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย (จากหนังสือ เครื่องเสียงโบราณ ตำนานแห่งศาสตร์และศิลป์ โดย พฤฒิพล ประชุมผล และรายงานการวิจัยเรื่อง การบันทึกเสียงเพลงไทย : กรณีศึกษาแผ่นเสียงร่องกลับทาง โดย ศันสนีย์ จะสุวรรณ์) แผ่นเสียงปาเต๊ะเพลงไทย                พ.ศ. 2451 บริษัทปาเต๊ะ (Pathé) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตแผ่นเสียงจากฝรั่งเศส ส่งวิศวกรมาบันทึกเสียงลงกระบอกเสียง และนำกลับไปผลิตเป็นแผ่นเสียงร่องกลับทางที่ประเทศฝรั่งเศสและเบลเยียม ลักษณะพิเศษของแผ่นเสียงร่องกลับทางจะเล่นจากด้านในสู่ด้านนอก หน้าตราระบุชื่อเพลงและนักร้องโดยใช้กรดกัดแล้วปาดสี แผ่นเสียงเพลงไทยของปาเต๊ะจะใช้ลาเบลที่ปาดด้วยสีเหลืองโดยเฉพาะ เรียกแผ่นเสียงนี้ว่า “แผ่นเสียงชนิดแข็งเข็มเพ็ชร” เพราะต้องใช้เข็มเพชรหัวมนเล่นโดยเฉพาะเท่านั้น                หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทปาเต๊ะตั้งโรงงานสำหรับผลิตแผ่นเสียงเพลงไทยที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยใช้ไก่แดงเป็นตราสัญลักษณ์ การผลิตใช้กระดาษระบุตราแทนการกัดด้วยกรด และเปลี่ยนรูปแบบการเล่นจากด้านนอกสู่ด้านในเหมือนแผ่นเสียงปัจจุบัน นักร้องที่มีชื่อเสียงของแผ่นเสียงเพลงไทยปาเต๊ะ อาทิ หม่อมเจริญ หม่อมมาลัย ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกเสียงเพลงพื้นบ้าน เช่น เพลงเป๋ (เพลงฉ่อย) เพลงแหล่ เพลงตับ และเพลงเบ็ดเตล็ด หม่อมส้มจีนนักร้องหญิงไทยคนแรกที่บันทึกเสียง                หม่อมส้มจีน เกิดในปลายรัชกาลที่ 4 เป็นภรรยาของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) และเป็นศิษย์ของพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นนักร้องหญิงที่มีเสียงเล็กแหลมร้องเพลงได้ชัดถ้อยชัดคำ และมีลีลาการเอื้อนที่ละเอียดลออหมดจด มีชื่อเสียงในเรื่องการร้องเพลงสามชั้น           หม่อมส้มจีน เป็นนักร้องหญิงไทยคนแรกที่ได้บันทึกเสียงลงกระบอกเสียงเอดิสันและได้บันทึกเสียงลงแผ่นเสียงหลายตรา เช่น ตราอรหันต์ ตราโอเดียน และแผ่นเสียงผู้มีบรรดาศักดิ์ แผ่นเสียงของหม่อมส้มจีนระยะแรกมักพิมพ์ชื่อผิดโดยพิมพ์ว่า “หม่อมซ่มจีน” ซึ่งที่ถูกแล้วต้องเป็น “หม่อมส้มจีน” หม่อมส้มจีนเป็นนักร้องสตรีบรรดาศักดิ์คนแรกและคนเดียวของสยามที่แผ่นเสียงมีลายสลักชื่อของเจ้าตัวปรากฏเป็นหลักฐาน                 จากแผ่นเสียงครั่งสู่แผ่นเสียงไวนิล           พ.ศ. 2473 มีการพัฒนาเทคโนโลยีการบันทึกเสียง ด้วยระบบสเตอริโอ (Stereo) ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าแผ่นเสียงครั่ง สามารถเล่นได้ที่ความเร็วต่ำ 33 รอบต่อนาที (33 RPM) ซึ่งเดิมแผ่นเสียงครั่งเล่นด้วยความเร็ว 78 รอบต่อนาที (78 RPM) แผ่นเสียงที่พัฒนาขึ้นนี้ผลิตจากวัสดุโพลิเมอร์สังเคราะห์เรียกว่า “ไวนิล” (Vinyl) จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อแผนเสียงนี้ว่า “แผ่นไวนิล”                  พ.ศ. 2492 บริษัท RCA Victor พัฒนาแผ่นเสียงไวนิลขนาด 7 นิ้ว เล่นด้วยความเร็ว 48 (48 RPM) รอบต่อนาที เรียกว่า “แผ่นซิงเกิล” (Single) บันทึกเสียงไว้ 1-2 เพลง ปกติแผ่นเสียงไวนิลจะถูกผลิตออกมาเป็นสีดำ แต่ในปัจจุบันมีการผลิตแผ่นเสียงพิเศษจำนวนมากมีสีสันสวยงาม และมีการผลิตแผ่นเสียงขนาดพิเศษ ซึ่งแตกต่าง ไปจากแผ่นเสียงขนาด 7 นิ้ว 10 นิ้ว และ 12 นิ้ว ส่วนมากจัดทำขึ้นในวาระโอกาสพิเศษ  แผ่นเสียงเพลงสำคัญของชาติ           การบันทึกเสียงเพลงสำคัญของชาติครั้งแรก เป็นการบันทึกเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อ พ.ศ. 2443 บรรเลงโดยวงดนตรีไทยของคณะนายบุศย์ มหินทร์ ที่ประเทศเยอรมนี บันทึกเสียงลงบนกระบอกเสียงของเอดิสัน ต่อมา พ.ศ. 2450 มีการบันทึกเสียงโดยการขับร้องประกอบครั้งแรกโดย แม่ปุ่ม และแม่แป้น ในแผ่นเสียงปาเต๊ะร่องกลับทาง          สำหรับเพลงชาติเริ่มใช้แทนเพลงสรรเสริญพระบารมีตั้งแต่พ.ศ. 2475 บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2477 หลังจากประกาศใช้เพลงชาติฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ โดยบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงครั่งตราโอเดียน บรรเลงโดยเครื่องสายฝรั่งวงใหญ่ทหารเรือ หน้า 1 เป็นคำร้องของขุนวิจิตรมาตรา และหน้า 2 คำร้องของนายฉันท์ ขำวิไล          ปัจจุบันเพลงสำคัญของชาติที่รัฐบาลไทยจัดให้มีความสำคัญในระดับชาติ มีจำนวน 8 เพลง ได้แก่ เพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงมหาชัย เพลงมหาฤกษ์ เพลงสดุดีมหาราชา เพลงภูมิแผ่นดินนวมินทร์มหาราชา เพลงสดุดีจอมราชา และเพลงสดุดีพระแม่ไทย (จากหนังสือ เครื่องเสียงโบราณ ตำนานแห่งศาสตร์และศิลป์ โดย พฤฒิพล ประชุมผล)  แผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9                การบันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ครั้งแรก มีขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2492 โดยบริษัทแผ่นเสียงนำไทยบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงครั่งตราสุนัข (HIS MASTER’S VOICE) หน้าสีขาวพิเศษ ตัวหนังสือสีทอง แผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ชุดแรกนี้มี 2 แผ่น ประกอบด้วย เพลงสายฝน ใกล้รุ่ง ชะตาชีวิต และยามเย็น ขับร้องโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงและบรรเลงโดยวงดนตรีสากลกรมโฆษณาการ ต่อมาบริษัทแผ่นเสียงอื่นๆ ได้ขอพระบรมราชานุญาตบันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ลงแผ่นเสียงอีกหลายแห่ง เพลงพระราชนิพนธ์ได้รับการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงมาอย่างยาวนาน มีการเรียบเรียงใหม่ และถ่ายทอดผ่านดนตรีหลากหลายรูปแบบ ทำให้มีความเป็นสากล และร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างปกแผ่นเสียงพระราชนิพนธ์ (จาก "เพลงพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9"(ตอนที่ 1)) แผ่นเสียงเพลงไทยของกรมศิลปากร           กรมศิลปากรจัดทำแผ่นเสียงเพลงไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีและนาฏศิลป์ของไทย ผ่านการบันทึกเสียงเพลงไทยแบบฉบับลงบนแผ่นเสียง มีทั้งเพลงร้อง เพลงเดี่ยว เพลงระบำสำหรับใช้ประกอบการฟ้อนรำ และเพลงรำวงบรรเลงและขับร้องโดยศิลปินภายใต้วงดุริยางค์ไทยและวงดุริยางค์ สากลของกรมศิลปากร แผ่นเสียงเพลงไทยชุดแรกจัดทำขึ้นและเริ่มจำหน่ายเมื่อ พ.ศ. 2501                             ในระยะแรกเป็นการบันทึกเสียงลงบนแผ่นเสียงครั่ง ขนาด 10 นิ้ว มีทั้งหมด 3 ชุด จำนวน 30 แผ่น ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก ต่อมาใน พ.ศ. 2505 จึงได้จัดทำแผ่นเสียงไวนิล ลองเพลย์ ขนาด 12 นิ้ว ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้มากกว่าแผ่นเสียงครั่ง แผ่นเสียงเพลงไทยนี้มีสมุดอธิบายเพลงพร้อมบทร้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษประกอบทุกชุด ตัวอย่างปกแผ่นเสียงของกรมศิลปากร (จาก "สมุดอธิบายเพลงแผ่นเสียงลองเพลย์ของกรมศิลปากร ชุดที่ 4") แผ่นเสียงเพื่อการศึกษา                แผ่นเสียงเป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่งโดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำขึ้นเผยแพร่เพื่อใช้ประกอบบทเรียนและเสริมหลักสูตรในรายวิชาต่างๆ เช่น แผ่นเสียงการอ่านทำนองเสนาะสำหรับใช้ประกอบแบบเรียนวรรณคดีและภาษาไทย แผ่นเสียงสำหรับบทเรียนภาษาอังกฤษ แผ่นเสียงเพลงเด็ก แผ่นเสียงเพลงสำหรับฝึกหัดการเต้นตามจังหวะ เพื่อใช้เสริมหลักสูตรวิชาดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นต้น           สำหรับเพลงเด็กที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ เพลงช้าง แต่งโดย คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลงใช้ทำนองเพลงไทย คือ เพลงพม่าเขว เป็นเพลงร้องสำหรับเด็กที่เผยแพร่ผ่านรายการวิทยุโรงเรียน ซึ่งเป็นบทเรียนในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพลงช้างนี้ได้รับการยกย่องและคัดเลือกให้เป็นเพลงประเทศภาคพื้นเอเชีย โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งเอเชียเพื่อสหประชาชาติ ยูเนสโก (ACCU:Asian Cultural Centre forUNESCO) คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ผู้ประพันธ์เพลง "ช้าง" (จาก "หนูรู้จักช้างหรือเปล่า หนูรู้จักชิ้นหรือเปล่า" โดย อานันท์ นาคคง (วารสารวัฒนธรรมออนไลน์)) รางวัลแผ่นเสียงทองคำ                รางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน นับเป็นรางวัลอันเป็นเกียรติยศสูงสุดของศิลปินเพลง โดยศิลปินผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าเฝ้า เพื่อรับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รางวัลนี้มีที่มาจากการจัดรายการอันดับเพลงไทยสากลยอดนิยมประจำสัปดาห์ของสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้วงการเพลงไทยเกิดความตื่นตัวในการสร้างสรรค์ผลงานให้ดียิ่งขึ้น”           งานมอบรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เพลงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเพลงไทยสากลประเภทลูกกรุงและลูกทุ่ง รางวัลมีทั้งด้านคำร้อง ทำนอง การเรียบเรียงเสียงประสาน เพลงที่ได้รับความนิยม และศิลปินยอดเยี่ยมชาย-หญิง โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการเพลงเป็นคณะกรรมการตัดสิน (จาก ห้องสมุดดนตรีออนไลน์ TK Music Library) แผ่นเสียงคุณค่าทางใจและความสุนทรีย์ที่จับต้องได้                ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้ผู้ฟังสามารถฟังเพลงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ผ่านการฟังเพลงในรูปแบบสตรีมมิ่งบนออนไลน์และการดาวน์โหลดไฟล์ อย่างไรก็ตามแผ่นเสียงเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยพบว่าใน พ.ศ. 2563 มียอดผลิตมากกว่าแผ่นซีดีเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมแผ่นเสียงจึงกลับมาเป็นที่นิยมในโลกยุคดิจิทัล           การกลับมาได้รับความนิยมของแผ่นเสียงไวนิลในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่นักฟังเพลงชาวไทย อาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งคุณค่าในด้านของศิลปวัตถุทางด้านดนตรี และสุนทรียภาพทางดนตรีจากแผ่นเสียง การฟังเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงทำให้หวนคิดถึงบรรยากาศในอดีต จากเสน่ห์ของเสียงที่ถูกสรรสร้าง ตั้งแต่ กระบวนการบันทึกเสียงลงบนแผ่นเสียงด้วยระบบอนาล็อกที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ นุ่มนวล คมชัด และมีรายละเอียดของเสียงที่ต่างจากไฟล์เสียงดิจิทัล           นอกจากนี้การออกแบบปกแผ่นเสียงยังเป็นงานศิลปะที่สวยงาม แฝงด้วยความหมายและสะท้อนเรื่องราวของศิลปินที่น่าสนใจ ทั้งนี้การเก็บสะสมแผ่นเสียงยังเป็นการแสดงออกถึงการสะสมวัตถุทางด้านดนตรีที่จับต้องได้ของนักดนตรี หรือนักสะสมและเป็นงานอดิเรกที่เก็บเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับดนตรี จนเมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นความรู้ทางคลังประวัติศาสตร์ของวงการเพลงได้ในตัวเอง (จาก "ทำไมแผ่นเสียงถึงเป็นไอเทมขายดีในยุคดิจิทัล"https://www.longtungirl.com/3984และ "ทำไมเครื่องเล่นแผ่นเสียงจึงกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในยุคดิจิตอล?"https://www.elpashaw.com/article/tunable-in-digital)

ภาพตัวอย่าง

แบบเรียนภาษาไทย

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)(๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๕ – ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๔) พระยาศรีสุนทรโวหาร นามเดิม น้อย อาจารยางกูร เกิดวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๕ ที่บ้านในคลองโสธร แขวงเมืองฉะเชิงเทรา เมื่ออายุได้ ๙ ปี เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ บวชเป็นสามเณร ณ วัดสระเกศ ได้ศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรมกับพระอาจารย์ในสำนักต่าง ๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาขอม ภาษาบาลี จนเชี่ยวชาญ ครั้นอายุครบ ๒๑ ปี ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ และเข้าสอบไล่พระปริยัติธรรมได้เป็นเปรียญ ๗ ประโยค เมื่อลาสิกขาแล้วเข้ารับราชการ ในกรมมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ ๔ ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นขุนประสิทธิอักษรสาสตร ผู้ช่วยกรมพระอาลักษณ์ ภายหลังทรงตั้งโรงอักษรพิมพการขึ้น จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ไปกำกับดูแลแทนเจ้ากรมอักษรพิมพการ และคงรับราชการอยู่ในกรมพระอาลักษณ์ด้วย          ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้า ฯ ให้เป็นขุนสารประเสริฐ ปลัดทูลฉลองกรมพระอาลักษณ์ ได้แต่งหนังสือ ทูลเกล้าถวายตามพระราชประสงค์ คือ คำฉันท์กล่อมพระยาช้างเผือก และแต่งหนังสือแบบเรียนไทย คือ มูลบท บรรพกิจ วาหนิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาลการันต์ จากนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นหลวงสารประเสริฐ เป็นครูสอนหนังสือนายทหารมหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง และเป็นอาจารย์ถวายพระอักษร พระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าน้องนางเธอที่ยังทรงพระเยาว์ รวมไปถึงหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และบุตรหลานของข้าราชการ นอกจากนี้ยังแต่งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเพิ่มเติมอีกหลายเล่ม เช่น ไวพจน์ประพันธ์ อุไภยพจน์ พรรณพฤกษา สัตวาภิธาน ปกีรณำพจนาดถ์ อนันตวิภาค และสยามสาธก วรรณสาทิศ                ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์ เป็นอาจารย์ถวายพระอักษรสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และพระเจ้าลูกเธออีกหลายพระองค์ อีกทั้งได้รับหน้าที่เลขานุการในการประชุมพระบรมวงษา นุวงศ์ เข้าทูลละอองธุลีพระบาทปรึกษาราชการอีกหลายครั้ง และโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐               องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประกาศยกย่อง พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕                    “แบบเรียนไทย” คนทั่วไปมักจะนึกถึงหนังสือตำราที่ใช้ในการเรียนการสอนในสถานศึกษา ซึ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ย้อนไปในกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแบบเรียนสมัยนั้นคงเป็นแบบเรียนภาษาอื่น เช่น ภาษาบาลี และภาษาเขมร ศึกษาที่วัดโดยมีพระที่เชี่ยวชาญเป็นผู้สอน ผู้ที่ศึกษาเป็นบรรดาบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป ส่วนสถานที่ศึกษาในสำนักราชบัณฑิต จะสอนเฉพาะเจ้านายและบุตรหลานข้าราชการเท่านั้น ต่อมา พ.ศ. ๑๘๓๕ ปรากฏอักษรไทยที่เรียกว่า “ลายสือไทย” ในจารึกพ่อขุนรามคำแหงนับเป็นอักษรไทยแบบแรกและเป็นต้นแบบของอักษรไทยสืบมา นอกจากนี้ยังมีหลักฐานปรากฏว่าแบบเรียนภาษาไทยฉบับแรก เกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ชื่อจารึกวัดตระพังนาค เป็นอักษรขอมสุโขทัย ภาษาบาลี บนหินดินดาน เนื้อหาภายในเริ่มต้นด้วยบทนมัสการพระพุทธเจ้าและขอพร จากนั้นจึงต่อด้วยสระ ๑๒ ตัวแล้วต่อด้วยพยัญชนะ(ข้อมูล : FB กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร เผยแพร่เมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๘)                              ศิลาจารึกหลักนี้ได้ชื่อว่า “ศิลาจารึกหลักที่ 1” เพราะเป็นศิลาจารึกภาษาไทย อักษรไทย ที่พบหลักแรก และเก่ากว่าหลักอื่น ซึ่งเป็นอักษรไทยสุโขทัย ที่กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแห่งมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัย เป็นผู้สร้าง จึงเรียกอีกอย่างว่า ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งผนวชและเสด็จธุดงค์ไปเมืองสุโขทัยเก่า เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๖ ทรงพบหลักศิลาจารึกนี้พร้อมกับพระแท่นมนังศิลาบาตรและจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาเขมร จึงโปรดให้เคลื่อนย้ายลงมาไว้ที่วัดราชาธิวาสและวัดบวรนิเวศวิหารในเวลาต่อมา หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว โปรดให้ย้ายไปตั้งไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงพุทธศักราช ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ย้ายไปอยู่ในตึกถาวรวัตถุ หน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ร่วมกับศิลาจารึกหลักอื่น ๆ ในความดูแลของหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร               ถึงพุทธศักราช ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ย้ายไปไว้ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพระราชวังบวรสถานมงคล จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๕๐๙ จึงย้ายกลับไปไว้ที่ตึกถาวรวัตถุตามเดิม ต่อมาอธิบดีกรมศิลปากร (นายเชื้อ สาริมาน) ให้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๑                         ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นศิลาจารึกทรงสี่เหลี่ยมยอดมน เป็นจารึกหลักแรกที่ใช้ตัวอักษรไทยบันทึกภาษาไทยลงบนหลักหินทั้ง ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ และด้านที่ ๒ มี ๓๕ บรรทัด ด้านที่ ๓ และด้านที่ ๔ มี ๒๗ บรรทัด                “ลายสือไทย” หรือ อักษรไทย มีลักษณะแตกต่างไปจากอักษรขอมและอักษรมอญที่ใช้กันมาแต่ดั้งเดิม ลักษณะสำคัญคือเป็นตัวอักษรที่ลากขึ้นลงเป็นเส้นตรง รูปอักษรอยู่ในทรงเหลี่ยม เรียกว่าอักษรเหลี่ยม การเขียนเริ่มต้นจากหัวอักษร ลากเส้นสืบต่อกันไปโดยไม่ต้องยกเครื่องมือเขียนขึ้น วางรูปสระอยู่ในบรรทัดเดียวกับรูปพยัญชนะ และมีเครื่องหมายวรรณยุกต์ เอก และ โท ใช้ประกอบการเขียนเพื่อให้อ่านได้ครบตามเสียงในภาษาไทย ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้รับการยกย่องให้เป็นหลักฐานที่ทรงคุณค่าทางด้านต่าง ๆ คือ ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ เนื้อความที่จารึกแบ่งออกเป็น ๓ ตอน ตอนแรกเป็นพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตอนที่สองพรรณนารายละเอียดของสุโขทัย ทั้งในสภาพภูมิศาสตร์ การปกครองและสังคม ตอนที่สามกล่าวถึงพระปรีชาสามารถในด้านการประดิษฐ์อักษรไทยและการขยายพระราชอาณาเขต ข้อความที่ปรากฏได้แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ความอุดมสมบูรณ์ สิทธิและเสรีภาพของผู้คน ความเชื่อและขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของอาณาจักรสุโขทัยที่มีความสำคัญกับนานาชาติ                ด้วยความโดดเด่นและคุณค่าความสำคัญดังกล่าว องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ในทะเบียนนานาชาติ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ และเป็นโบราณวัตถุที่ควบคุมการทำเทียม ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องโบราณ วัตถุหรือศิลปวัตถุที่ควบคุมการทำเทียม ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๑ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๑๕ ตอนที่ ๖๕ง ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑                ในสมัยอยุธยาตอนต้นยังไม่มีแบบเรียนไทยเกิดขึ้น การเรียนการสอนใช้วัดเป็นโรงเรียน วิชาที่สอนเป็นการอ่านเขียนหนังสือไทยและบาลีรวมถึงการอบรมทางศาสนา ครั้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นยุคที่การศึกษามีความเจริญ มีการเรียนการสอนทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ มีโรงเรียนสอนหนังสือซึ่งเป็นของบาทหลวงที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนา ในยุคนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับสั่งให้พระโหราธิบดีแต่งหนังสือจินดามณีขึ้น ถือเป็นตำราเรียนหลักภาษาไทยเล่มแรกของไทย นอกจากนี้ยังมีจารึกแม่อักษรขอมขุดปรอท แสดงการ สะกดคำใน แม่ ก กา เป็นพระราชนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศไชยเชษฐสุริยวงศ์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ทรงพระราชนิพนธ์จารึกที่เป็นอีกหนึ่งในแบบเรียนไทยในสมัยอยุธยา                สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นการศึกษายังคงมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดปรากฏแบบเรียน ๕ เล่มคือ ประถม ก กา สุบินทกุมาร ประถมมาลา และประถมจินดามณี เล่ม ๑ - ๒ นอกจากนั้นยังมีหนังสือที่กำหนดให้นักเรียนอ่านอีกหลายเล่ม เช่น เสือโค จันทโครพ สมุทรโฆษ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ และโปรดให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ขณะยังเป็นขุนสารประเสริฐ ปลัดกรมพระอาลักษณ์ แต่งหนังสือแบบเรียนไทยเป็นชุดแบบเรียนหลวง ๖ เล่ม ได้แก่ มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาลการันต์ นับเป็น “แบบเรียนหลวง” ชุดแรก นอกจากนี้ยังมีแบบเรียนหนังสือไทยที่พระยาศรีสุนทรโวหารแต่งเพิ่มเติมอีกหลายเล่ม ได้แก่ ไวพจน์ประพันธ์ อุไภยพจน์ พรรณพฤกษา สัตวาภิธาน ปกีรณำพจนาดถ์ อนันตวิภาค และสยามสาธก วรรณสาทิศ   คลิกเพื่ออ่านฉบับเต็ม                     ใน พ.ศ. ๒๔๒๗ มีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรตามวัดต่าง ๆ และได้แพร่หลายออกไปจนถึงหัวเมือง ต่อมาสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งทรงกำกับดูแลกรมศึกษาธิการได้มีการเปลี่ยนแปลงหนังสือแบบเรียนคือ เลิกใช้แบบเรียนหลวง ๖ เล่ม เปลี่ยนมาใช้แบบเรียนเร็ว ซึ่งแบบเรียนเร็วชุดนี้มี ๓ เล่ม ทั้งสามเล่มนี้ มีเนื้อหาตามลำดับความยากง่าย โดยได้ปรับปรุงให้เป็นแบบเรียนที่เข้าใจง่าย เด็กสามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทรงเห็นว่าในชนบท เด็ก ๆ ไม่ค่อยมีเวลาเล่าเรียน ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาในฤดูฝนที่จะเรียนด้วยหนังสือแบบเรียนหลวงที่ใช้อยู่เดิมนั้น เด็ก ๆ มักเรียนครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วก็ออกจากโรงเรียนไป การเรียนไม่ต่อเนื่องในที่สุด ก็ลืม อ่านหนังสือไม่ได้ จึงได้ทรงนิพนธ์แบบเรียนเร็วขึ้น โดยทดลองใช้ในโรงเรียนชนบทก่อน เมื่อเห็นว่าได้ผลจึงนำทูลเกล้า ฯ ถวาย และได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นแบบเรียนแทนแบบเรียนหลวง             พระยาปริยัติธรรมธาดาแต่งแบบสอนอ่านของกรมศึกษาธิการ เป็นหนังสือแบบสอนอ่านเบื้องต้น ใช้เป็นแบบเรียนคู่กับหนังสือแบบเรียนเร็ว หนังสือชุดนี้มี ๔ เล่ม เป็นบทเรียนสั้น ๆ ใช้ถ้อยคำง่าย ประโยคไม่ซับซ้อน เนื้อหามุ่งทบทวนกฎเกณฑ์ทางด้านภาษาคล้ายกับหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้รอบตัวโดยเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัว ได้แก่ สัตว์ ต้นไม้ การประกอบอาชีพ เวลา เงิน เครือญาติ และประเพณี           ใน พ.ศ. ๒๔๖๔ มีการออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา แผนการศึกษา และการจัดหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ทำให้มีการปรับปรุงหลักสูตรต่าง ๆ รวมถึงแบบเรียนอย่างสม่ำเสมอ แบบเรียนสำคัญ ๆ ในยุคนี้ ประกอบด้วย ๑. แบบเรียนสยามไวยากรณ์ (หลักภาษาไทย) ของพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)           กรมศึกษาธิการได้สร้างแบบเรียนไวยากรณ์ไทยขึ้นโดยนำรูปแบบโครงสร้างภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทย เดิมเรียบเรียงขึ้นมี ๒ เล่มคือ อักขรวิธี และวจีวิภาค ต่อมากระทรวงธรรมการแต่งตำราวากยสัมพันธ์เพิ่มอีกหนึ่งเล่ม เมื่อคราวที่พระยาอุปกิตศิลปะสารได้รับเชิญให้แสดงปาฐกถาเกี่ยวกับหลักภาษาไทยที่สามัคยาจารยสโมสร จึงได้เรียบเรียงเนื้อหาจากของเดิมและแต่งบางเรื่องเพิ่มเป็นหนังสือ ๔ เล่ม คือ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ซึ่งเป็นตำราหลักภาษาไทยที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน ๒. แบบหัดอ่านหนังสือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวส)           เป็นแบบเรียนสำหรับฝึกหัดการอ่าน ลักษณะเด่นของหนังสือเล่มนี้ที่ต่างจากแบบเรียนเล่มก่อน ๆ คือ มีภาพ ประกอบเนื้อหาและมีคำชี้แจงวิธีสอนกับวิธีอ่านอย่างชัดเจน แบบหัดอ่านหนังสือไทยนี้ใช้เป็นแบบเรียนบังคับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ตั้งแต่สมัยออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๐ แล้วกระทรวง ศึกษาธิการได้กลับมาประกาศให้ใช้อีกใน พ.ศ. ๒๔๙๙ และเลิกใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ๓. แบบเรียนเร็วใหม่ของหลวงดรุณกิจวิฑูร (ชด เมนะโพธิ) และ นายฉันท์ ขำวิไล           เป็นแบบเรียนสำหรับนักเรียนเริ่มอ่านภาษาไทยในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๒ ในช่วง พ.ศ. ๒๔๘๐ จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยใช้ต่อจากแบบหัดอ่านหนังสือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ แบ่งออกเป็น ๓ ตอน คือ ตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย ๔. แบบสอนอ่านมาตรฐานของนายยง อิงคเวทย์           เป็นแบบเรียนสำหรับใช้สอนหนังสือแก่เด็กเริ่มเรียนตามแนวใหม่คือ การสอนเป็นคำแทนที่จะสอนให้ สะกดทีละตัวเหมือนแบบเรียนเล่มก่อน ๆ คำที่นำมาใช้สอนเป็นคำง่าย ๆ ซึ่งเด็กใช้ในชีวิตประจำวันเรียกว่า “คำมาตรฐาน” การแต่งประโยคเป็นประโยคสั้น ๆ ใช้คำเดิมซ้ำกันบ่อย ๆ แล้วจึงเพิ่มคำใหม่เข้าไปในประโยค การแต่งเรื่องมีทั้งเรื่องสั้น นิทาน คำประพันธ์ แทรกข้อคิดและการอบรมสั่งสอนพร้อมภาพประกอบ ๕. แบบเรียนชุดบันไดก้าวหน้าของนายกี่ กีรติวิทโยฬาร แบบเรียนชุดบันไดก้าวหน้า (เรณู - ปัญญา)           กระทรวงศึกษาธิการให้ใช้เป็นแบบเรียนบังคับใน พ.ศ. ๒๔๙๘ – ๒๔๙๙ ใช้ได้เพียงปีเดียวก็ยกเลิกเนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าไม่มีการสอนสะกดคำ ทำให้เด็กอ่านหนังสือ ไม่ออกเมื่อเรียนจบเล่มแล้วเพราะใช้การจำเป็นคำ ๆ แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ยังให้ใช้เป็นแบบเรียนเพิ่มเติม เนื้อหาแบ่งเป็น ๔ เล่มคือ เล่ม ๑ ตอนเริ่มอ่าน เรื่องไปโรงเรียน เล่ม ๒ ตอนต้น เรื่องฝนตกแดดออก เล่ม ๓ ตอนกลาง เรื่องเที่ยวรถไฟ (ต้นทาง) และเล่ม ๔ ตอนกลาง เรื่องเที่ยวรถไฟ (ปลายทาง) ๖. หนังสือดรุณศึกษาของ ภราดา ฟ.ฮีแลร์           เป็นตำราเรียนภาษาไทยที่ ภราดา ฟ.ฮีแลร์ นักบวชชาวฝรั่งเศสในคณะเซนต์คาเบรียล โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก แต่งและเรียบเรียงขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากที่ได้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้เพียง ๙ ปี หนังสือดรุณศึกษาใช้ในวงแคบเฉพาะโรงเรียนของเครือคริสตจักรเท่านั้น ต่อมาปรากฏว่าเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเล่มแรกสำหรับชั้นเตรียมประถมยังใช้เรียนในโรงเรียนต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน หนังสือดรุณศึกษาชุดนี้มี ๕ เล่ม สำหรับใช้เรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๔ ลักษณะเด่น คือ ทำให้เด็กเรียนแล้วเข้าใจได้ง่ายรวดเร็ว อ่านได้ถูกต้องคล่องแคล่ว เนื้อหาเรียงลำดับจากง่ายไปยาก วลีประโยค และเรื่องสั้นที่นักเรียนฝึกอ่านสอดแทรกคติธรรมคำสอนและสำนวนสุภาษิตคำพังเพยไว้ด้วย         ๗. หนังสือชุด “นิทานร้อยบรรทัด”           แต่งขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาปรับปรุงเนื้อหาและแต่งเพิ่มเติมบางส่วน ก่อนจะพิมพ์เล่มแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยนิทานร้อยบรรทัดมีทั้งหมด ๖ เล่ม ได้แก่ เรื่องบ้านที่น่าอยู่ ตอนที่ ๑ บ้านที่น่าอยู่ ตอนที่ ๒ ครูที่รักเด็ก ประเทศเล็กที่สมบูรณ์ ตระกูลไทยที่คงไทย และประชาธิปไตยที่ถาวร หนังสือชุดนี้เรียบเรียงโดยหลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันทน์) เพื่อใช้เป็นแบบเรียนภาษาไทยสำหรับชั้นประถม        

ภาพตัวอย่าง

ตำนานสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมไทยสี่ภาค

สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีความงดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่งกัน โดยใช้ “น้ำ” เป็นสื่อในการสร้างสัมพันธไมตรี          ตามคติโบราณที่สืบทอดกันมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบัน ถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย โดยปกติกำหนดวันสงกรานต์ไว้ ๓ วัน วันแรกเรียกว่า วันมหาสงกรานต์ คือวันที่พระอาทิตย์ เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ วันที่ ๒ เป็นวันเนา และวันที่ ๓ เป็นวันเถลิงศก (วันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนจุลศักราช)            ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา วันมหาสงกรานต์จะตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน แต่กำลังจะเปลี่ยนเป็นวันที่ ๑๔ เมษายน เพราะการคำนวณตามคัมภีร์สุริยยาตร์นั้น วันมหาสงกรานต์จะเลื่อนไป ๑ วันทุก ๆ ๖๐ ปีเศษ            ปฏิทินหลวงในปัจจุบันกำหนดให้วันที่ ๑๓ – ๑๕ เมษายน เป็นวันเทศกาลสงกรานต์ แต่วันเถลิงศกยังอาศัยการคำนวณอยู่ บางปีจึงเป็นวันที่ ๑๕ เมษายน และบางปีเป็นวันที่ ๑๖ เมษายน   "ประกาศสงกรานต์"           ถือเป็นประกาศของทางราชการอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดปีหนึ่ง ๆ จะเปลี่ยนปีนักษัตรเริ่มศักราชใหม่ ทางราชการจะประกาศสงกรานต์ให้ราษฎรได้ทราบ เกี่ยวกับวัน เดือน ข้างขึ้น ข้างแรมในปีต่อไป            ประกาศสงกรานต์มีสารประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของราษฎรหลายเรื่อง เช่น ทำให้ทราบวัน เวลา ขึ้นศักราชใหม่ กำหนดการพระราชพิธีต่าง ๆ การเกิดจันทรุปราคา สุริยุปราคาในบางปี รวมถึงเกณฑ์น้ำฝนที่จะทำนา และวันเริ่มต้นทำนาปลูกข้าว เป็นต้น ประกาศสงกรานต์ ปีรัตนโกสินทร ศก ๑๒๐ การก่อพระเจดีย์ทราย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม สมัยรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๙ (ที่มา https://www.lp-yaem.com/photographs-thai/) การก่อพระเจดีย์ทรายในปัจจุบัน (https://oer.learn.in.th/search_detail/result/92172)   งานประเพณีก่อพระทราย วันไหลบางแสน (https://oer.learn.in.th/search_detail/result/93545) "เปิดตำนานวันสงกรานต์"           มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงกรานต์มาแต่สมัยโบราณว่า ท้าวกบิลพรหมซึ่งเป็นเทพชั้นพรหมแพ้พนัน ธรรมบาลกุมาร เด็กอายุ ๗ ขวบ ที่เรียนจบพระคัมภีร์ไตรเพท ด้วยปัญหา ๓ ข้อ คือ ในเวลาเช้า เวลาเที่ยง และเวลาค่ำ มนุษย์นั้นมีราศีอยู่ที่ใดบ้าง จึงต้องตัดเศียรตัวเองบูชาธรรมบาลกุมารตามสัญญาที่ตกลงกัน แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมนี้ร้อนแรง หากวางบนแผ่นดินจะเกิดไฟไหม้โลก ถ้าโยนขึ้นบนอากาศฝนจะแล้ง หากทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง จึงมอบหน้าที่ให้ธิดาทั้ง ๗ นาง ผลัดเปลี่ยนกันอัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเช่นนี้ประจำทุกปี ธิดาทั้ง ๗ นางนั้น มีชื่อต่าง ๆ กัน แต่รวมเรียกว่า นางสงกรานต์ทั้งสิ้น คือ          ๑. นางสงกรานต์ทุงษะเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกทับทิม ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วปัทมราช (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคืออุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ          ๒. นางสงกรานต์โคราคะเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วมุกดาเป็นเครื่องประดับ ภักษาหารคือเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)          ๓. นางสงกรานต์รากษสเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วโมรา ภักษาหารคือโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังวราหะ (สุกร)          ๔. นางสงกรานต์มณฑาเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ ภักษาหารคือนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเข็ม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)          ๕. นางสงกรานต์กิริณีเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วมรกต ภักษาหารคือถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังคชสาร (ช้าง)          ๖. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกจงกลนี ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วบุษราคัม ภักษาหารคือกล้วยและน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (กระบือ)          ๗. นางสงกรานต์มโหธรเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทรงพาหุรัด ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วนิลรัตน์ ภักษาหารคือเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)           นอกจากนี้ ตามตำนานยังมีความเชื่อว่าหากในปีใดนางสงกรานต์ยืนมา จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ถ้านางสงกรานต์นั่งมา จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ หากนางสงกรานต์นอนลืมตา ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข และถ้าในปีใดนางสงกรานต์นอนหลับตา พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรืองดี ที่มาภาพนางสงกรานต์ : https://today.line.me/th/v2/article/3qOJJW   "สืบสานวัฒนธรรมไทยสี่ภาค"           คนไทยในแต่ละภูมิภาคจะมีรูปแบบ พิธีกรรม จารีต ความเชื่อ เอกลักษณ์ และการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันไปตามคติความเชื่อและการดำเนินชีวิต แต่กิจกรรมหลัก คือ การทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ การอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว การรดน้ำดำหัวขอพรผู้อาวุโส การสรงน้ำพระ การก่อพระเจดีย์ทราย การเล่นน้ำ การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงมหรสพ และการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างความรื่นเริงและความสามัคคีกันในครอบครัวและในชุมชน ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ภาคเหนือ           ประเพณีสงกรานต์ภาคเหนือ เรียกว่า “ปเวณีปีใหม่” หรือ “ปาเวณีปีใหม่” อ่านว่า “ป๋า-เว-นี-ปี๋-ใหม่” จัดขึ้นอย่างน้อย 3 – 5 วัน เรียกวันที่ 13 เมษายนว่า วันสังกรานต์ล่อง (อ่านว่า สังขานล่อง) หมายถึง วันที่ปีเก่าผ่านไป หรือวันที่สังขารร่างกายแก่ไปอีกปี           วันแรก คือ วันสังกรานต์ล่อง ชาวล้านนามีความเชื่อว่า ตอนเช้ามืดจะมีปู่สังกรานต์หรือย่าสังกรานต์ สวมใส่เสื้อผ้าสีแดงล่องแพไปตามลำน้ำนำสิ่งชั่วร้ายมาด้วย ดังนั้นชาวบ้านจะทำการยิงปืนหรือจุดปะทัดเพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป อีกทั้งยังนำพระพุทธรูปมาชำระและสรงน้ำอบโดยใช้น้ำขมิ้นส้มป่อย และทำความสะอาดบ้านเรือน           วันที่สอง คือ วันเนา หรือ วันเน่า หรือ วันดา ชาวล้านนามีความเชื่อว่า ห้ามผู้ใดทะเลาะเบาะแว้งกัน พิธีกรรมของวันเนานี้จะตระเตรียมสิ่งของและอาหารเพื่อนำไปทำบุญในวันพญาวัน ช่วงบ่ายจะขนทรายเข้าวัดและตัดกระดาษเป็นธงสีต่าง ๆ เรียกว่า “ตุง” สำหรับปักที่เจดีย์ทราย           วันที่สาม คือ วันพญาวัน เป็นวันเริ่มศักราชใหม่ มีการทำบุญตักบาตร ทำทานขันข้าว (ตาน-ขัน-เข้า) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มีการไปคารวะผู้ใหญ่ เรียกว่า “ดำหัว”            วันที่สี่ คือ วันเล่นสาดน้ำ เรียกว่า วันปากปี๋ หมายถึง การรดน้ำดำหัวเจ้าอาวาสวัดอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง            วันที่ห้า คือ วันปากเดือน ถือเป็นวันเริ่มเดือนใหม่ มีการดำหัวผู้ใหญ่และการเล่นสาดน้ำประเพณีสงกรานต์ภาคเหนือ พิธีสรงน้ำพระ (https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/songkran-festival)   การรดน้ำและก่อเจดีย์ทราย (https://today.line.me/th/v2/article/nE6zKK) ภาคอีสาน           ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสาน เรียกว่า “บุญสงกรานต์” หรือ “บุญเดือนห้า” หรือ “สังขานต์”           วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “มื้อสงกรานต์ล่อง” หรือ “มื้อสงกรานต์พ่าย”           วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “มื้อเนา” ชาวบ้านจะแต่งกายสวยงาม นำอาหารไปตักบาตรที่วัด ขอพรจากพระภิกษุผู้ใหญ่ และสรงน้ำพระพุทธรูปรดไปตามรางริน หนุ่มสาวมักรวมกลุ่มไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ มีการจัดทำบายศรีสู่ขวัญผู้ใหญ่ หลังจากนั้นจึงเล่นรดน้ำกันเอง และช่วงกลางคืนมีการร่วมกันสวดมนต์เย็นและฟังธรรม          วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “มื้อสงกรานต์ขึ้น” นิยมฉลองสงกรานต์ต่อเนื่อง 7 – 15 วัน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์คนที่ไปทำงานยังต่างถิ่นจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อเป็นการรวมญาติและทำบุญอัฐิบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า “สักอนิจจา” ประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์ในแม่น้ำโขง ภาคอีสาน (https://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=35&chap=2&page=t35-2-infodetail04.html) การสรงน้ำพระ (https://romdee.net/umbrella-buddhist-ceremony/).   การรดน้ำสงกรานต์(https://www.admissionpremium.com/content/2482) สงกรานต์วัดไชยศรีบ้านสาวะถี(https://travel.mthai.com/region/208816.html)   เทศกาลดอกคูน-เสียงแคน และถนนข้าวเหนียว (https://travel.mthai.com/region/208816.html) ภาคกลาง             วันเถลิงศกขึ้นปีใหม่ มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและรดน้ำผู้ใหญ่เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ในกรุงเทพมหานครประชาชนนิยมตักบาตรและสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ณ ท้องสนามหลวง ประเพณีสงกรานต์ในเขตภาคกลางที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญยังมีในหลายพื้นที่ อาทิ ประเพณีสงกรานต์มอญ มีการจัดในหลายพื้นที่ในประเทศไทย เช่น บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น โดยมีพิธีกรรมและการละเล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำบุญถือศีล การเซ่นสังเวยต่อท้าวกบิลพรหม เทวดาและนางสงกรานต์ การแห่ข้าวแช่ การแห่ธงตะขาบ การสรงน้ำพระ การค้ำโพธิ์ การขนทรายเข้าวัด และการเล่นสะบ้า           ประเพณีสงกรานต์พระประแดง เดิมเรียกว่า สงกรานต์ปากลัด เป็นรูปแบบที่คงรักษาวัฒนธรรมของชาวรามัญ-ไทย ที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นหนึ่งในงานเทศกาลมหาสงกรานต์ 4 ภาคของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีการจัดขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามตระการตา ขบวนแห่นางสงกรานต์ ขบวนรถบุปผาชาติ ขบวนสาวรามัญ-หนุ่มลอยชาย เอกลักษณ์การแต่งกายด้วยชุดไทยรามัญและชุดลอยชายเพื่อไปทำบุญที่วัด เวลากลางคืนจะมีการละเล่นสะบ้าตามบ้านเรือนต่าง ๆ โดยการเล่นน้ำในวันสงกรานต์พระประแดง หรือเรียกว่า “วันไหล” จัดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หลังจากงานสงกรานต์ปกติประมาณ 1 สัปดาห์ การละเล่นมหรสพพื้นบ้านในเทศกาลสงกรานต์ ภาคกลาง(https://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=35&chap=2&page=t35-2-infodetail04.html) ภาพจิตรกรรมฝาผนังพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถาณมงคล(https://bit.ly/3EGzwN9) พิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลสงกรานต์(https://www.facebook.com/chiangmaicityheritagecentre/). พระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง เปิดให้ประชาชนร่วมสรงน้ำและสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงสงกรานต์(https://mgronline.com/local/detail/9650000031314) สงกรานต์พระประแดงในอดีต(https://bit.ly/39cvccK) ขบวนแห่รถบุปผาชาติ สงกรานต์พระประแดง(https://bit.ly/3OAu8iT) เทศกาลสงกรานต์พระประแดง(https://travel.mthai.com/news/209549.html) สงกรานต์พระประแดงสมัยปัจจุบัน(https://travel.mthai.com/news/209549.html) การประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ จัดขึ้นในงานประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์(https://www.facebook.com/451895001672098/posts/624312141097049/) การประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ จัดขึ้นในงานประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์(https://www.matichon.co.th/publicize/news_2671748) ภาคใต้           ประเพณีขึ้นปีใหม่ของภาคใต้เรียกว่า “วันว่าง” หมายถึง ว่างเว้นจากการทำงานทุกชนิด อีกทั้งยังมีความเชื่อต่าง ๆ เช่น การห้ามตัดผม ห้ามตัดเล็บ ห้ามฆ่าสัตว์ เป็นต้น โดยปกติจะจัดขึ้น 3 วัน คือ วันที่ 13 – 15 เมษายน เป็นโอกาสที่จะแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ โดยการจัดหาผ้าใหม่ การอาบน้ำ สระหัว และขอพรจากผู้ใหญ่            วันที่ 13 เมษายน คือ วันส่งเจ้าเมืองเก่า มีการทำความสะอาดบ้านเรือน และพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ เรียกว่า ลอยเคราะห์ หรือลอยแพ เป็นการทำให้เคราะห์กรรมลอยไปกับเจ้าเมืองเก่า และสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง           วันที่ 14 เมษายน คือ วันว่าง มาจากความเชื่อว่า ในวันนี้ยังไม่มีเทวดารักษาเมือง ชาวบ้านจึงหยุดการทำงานและไปทำบุญตักบาตร นำอาหารไปทำบุญถวายเพลที่วัด มีการทำพิธีเรียกว่า “ทำขวัญข้าวใหญ่” คือ การมัดรวงข้าวนำไปทำขวัญข้าวร่วมกันที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำมาหากิน และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ รวมถึงทำบุญอัฐิเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ            วันที่ 15 เมษายน คือ วันรับเจ้าเมืองใหม่ บางท้องถิ่นเรียกว่า วันเบญจา หรือบิญจา เป็นวันรับเทวดาองค์ใหม่มาดูแลรักษาบ้านเมือง มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับใหม่ บางบ้านมีการจัดพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เรียกว่า “พิธีจตุรมุข” การส่งเจ้าเมือง (https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/29136/041393)   ประเพณีห่มพระ ณ ถ้ำคูหาภิมุข จ.ยะลา ในเทศกาลสงกรานต์ ของภาคใต้ (https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60311) “การละเล่นครื้นเครง”           เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทย ในงานเทศกาลนี้ผู้คนจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันเพื่อสร้างความบันเทิง และความสามัคคีในแต่ละชุมชน กิจกรรมเหล่านั้นรวมไปถึงการละเล่นพื้นบ้าน ดนตรี การแสดง และการละเล่นรื่นเริง ซึ่งในแต่ละภูมิภาคมีการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นับเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า และสมควรสืบสานต่อยอดให้คงอยู่สืบไป ภาคกลาง          การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของภาคกลางมักเป็นการละเล่นพื้นเมือง หรือเรียกว่า กีฬาพื้นเมือง เช่น ชักเย่อ ขี่ม้าส่งเมือง มอญซ่อนผ้า ช่วงชัย (ลูกช่วง) วิ่งเปี้ยว ลิงชิงหลัก และยังมีมหรสพต่าง ๆ เช่น การแสดงลิเก ลำตัด รำวง เป็นต้น  การละเล่นสะบ้า(http://article.culture.go.th/index.php/) ภาคใต้           การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของภาคใต้ เป็นการละเล่นที่สนุกสนาน มหรสพและการละเล่นที่นิยมกันมากคือ มโนห์รา หนังตะลุง มอญซ่อนผ้า อุบลูกไก่ ชักเย่อ สะบ้า จระเข้ฟาดหาง (หรือบางแห่งเรียกว่าฟาดทิง) ยับสาก เตย ปิดตา ลักซ่อน วัวชนและเชื้อยาหงส์ โดยการละเล่นทั้งหลายเหล่านี้ร่วมเรียกว่า "เล่นว่าง" มหรสพหนังตะลุงของภาคใต้(http://www.geog.pn.psu.ac.th/Ancient63/AncientIndex.html)   การแสดงโนราห์(https://bit.ly/3k3FnCr) ภาคเหนือ           การละเล่นที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันมาก คือ การเล่นรดน้ำปีใหม่ หรือดำหัว นอกจากนั้นยังมีการละเล่นมหรสพ และการละเล่นพื้นเมืองอื่น ๆ เช่น สะบ้า การแสดงศิลปะฟ้อนรำ ภาพการละเล่นภาคเหนือ – ฟ้อนรำ(https://www.artscouncilofsnoco.org/culture-thailand-2/) ภาคอีสาน           การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคอีสาน มีการจับกลุ่มเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่นสะบ้า มหรสพพื้นบ้าน เช่น  หมอลำ ในบริเวณลานวัด บางกลุ่มเซิ้งไปตามหมู่บ้านเพื่อเรี่ยไรปัจจัยไทยทานถวายวัด บางหมู่บ้านจะมีการเล่น เรือมตรด หรือ รำตรุษ การละเล่นภาคอีสาน - รำตรุษ หรือ เรือมตรด(https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=1015&filename=index) อุปกรณ์การละเล่นภาคอีสาน - รำตรุษ หรือ เรือมตรด(https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=984&filename=index) "รื่นรมย์บรรเลงเพลงไทย"           เพลงและดนตรีเป็นสิ่งที่คู่กับวัฒนธรรมและประเพณีของไทย เนื่องจากวิถีชีวิตคนไทยเป็นชนชาติที่ชอบความสนุกสนานรื่นเริง คนไทยมีความคิดว่าหากชีวิตมีความสนุกชีวิตนั้นก็จะเป็นชีวิตที่ดีและสมบูรณ์ เมื่อมีประเพณีไทยสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้จึงเป็นเพลงและดนตรี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความรื่นเริงจึงมักมีการเล่นเพลงและดนตรีไทยเพื่อให้ความบันเทิง           สงกรานต์ในเพลงพื้นบ้านไทย           เพลงพื้นบ้านไทยที่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ที่น่าสนใจ ได้แก่           ๑. เพลงพิษฐาน นิยมเล่นกันในภาคกลาง เป็นเพลงร้องโต้ตอบกันในโบสถ์ต่อหน้าพระประธาน โดยเนื้อเพลงว่าด้วยการกล่าวอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยบันดาลให้ตนได้สมหวังตามความปรารถนา อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงดอกไม้และธูปเทียนที่จัดใส่พานเท่านั้น เพลงพิษฐานมีเอกลักษณ์ คือ ขึ้นต้นด้วยคำว่า “พิษฐานเอย...” ผู้เล่นจะชักชวนกันเข้าไปร้องเพลงในโบสถ์ โดยนั่งคุกเข่าว่าเพลงพิษฐาน ขณะว่าก็พนมมือถือดอกไม้ธูปเทียนไว้ด้วย ลูกคู่ร้องรับไม่ต้องปรบมือและไม่มีการร่ายรำ มีการสวดบูชาพระรัตนตรัยและบทไหว้ครูก่อนเริ่มร้องเพลง https://www.youtube.com/watch?v=eMkuKjJycvk           ๒. เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องโต้ตอบในประเพณีสงกรานต์ของภาคกลาง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี้ยวพาราสี มีทั้งร้องแบบเร็ว โดยใช้กลอนสั้น และร้องแบบช้า โดยใช้กลอนยาว มักขึ้นต้นเพลงด้วยคำว่า “เอ้อระเหยลอยมา...” เวลาเล่นจะตั้งวงกันตามลานบ้าน ลานวัด ตีวงเป็นวงกลมชายครึ่งหญิงครึ่ง มีพ่อเพลงแม่เพลงรำโต้ตอบกัน นิยมเล่นกันในวันสงกรานต์ประกอบการเล่นลูกช่วง (ช่วงชัย) เมื่อฝ่ายใดแพ้ก็ต้องออกมารำ เป็นเพลงที่ร้องง่ายและให้ความสนุกสนาน https://www.youtube.com/watch?v=rpqYiyulRT4           ๓. เพลงระบำบ้านไร่ เป็นเพลงร้องโต้ตอบที่นิยมร้องกันในภาคกลาง โดยมักจะรับสร้อยด้วยคำว่า “ดงไหนเอย ลำไย หอมหวนอยู่ในดงเอย เข้าดง เข้าดงลำไย หอมหวนอยู่ในดงเอย” มักตั้งวงร้องรำกันตามลานบ้านหรือลานวัด มีพ่อเพลงแม่เพลงร้องนำ โต้ตอบกันด้วยเรื่องเกี้ยวพาราสี คนอื่นช่วยปรบมือให้จังหวะและร้องรับ เนื้อร้องมีลักษณะเด่นคือมักใช้กลอนไลหรือกลอนที่ลงท้ายด้วยสระไอแบบเพลงฉ่อย   https://www.youtube.com/watch?v=eojoDLMcJLs           ๔. เพลงฮินเลเล เป็นเพลงร้องโต้ตอบกันด้วยเรื่องเกี้ยวพาราสี ขึ้นต้นเพลงว่า “ฮินเลเล ฮินเลเล” มีจังหวะกระชั้นและเนื้อร้องสั้นมาก เพียงบทละ ๒ วรรค คำลงท้ายสะกดด้วยสระเอเสมอ มักตั้งวงเล่นตามบ้านและลานวัดในช่วงประเพณีสงกรานต์ของภาคกลาง   https://www.youtube.com/watch?v=iJXOxn6tINk             ๕. เพลงเข้าผี เป็นการละเล่นกึ่งพิธีกรรมที่มีมาแต่โบราณในภาคกลาง โดยร้องเพื่อเชิญผีมาเข้าแล้วยั่วให้รำ หรือให้ทำอาการตามธรรมชาติของผีนั้น มีอุปกรณ์ประกอบการเล่นหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะเล่นเข้าผีอะไร มีทั้งผีคน (แม่ศรี) ผีข้าวของเครื่องใช้ และผีสัตว์ บทร้องเชิญผีเชิญเจ้าให้ลงมาเข้าร่างคนทรงของแต่ละที่ไม่มีบทตายตัว แต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันทั้งเนื้อหาและความสั้นยาว   https://www.youtube.com/watch?v=DDnZ_F362So           ๖. เจรียงตรษ หรือ เจรียงตรุษ เป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคอีสาน ส่วนใหญ่พบมากในเขตอีสานใต้ ผู้เล่นจะรวมกลุ่มกันเป็นคณะ เที่ยวร้องอวยพรปีใหม่ตามบ้านต่าง ๆ เหมือนกับเพลงบอกทางภาคใต้ เครื่องมือที่นำไปด้วยมีกลองกันตรึม ๑ คู่ หรืออาจจะเพิ่มอย่างอื่นเข้าไปอีกตามความสนุก กับไม้จองกรอง ซึ่งเป็นไม้ใช้ถือกระทุ้งกับพื้น เวลากระทุ้งจะมีเสียงลูกสะบ้า ลูกกระพรวนที่ผูกอยู่ดังเป็นจังหวะ เมื่อร้องอวยพรแล้ว เจ้าของบ้านจะบริจาคเงินทองข้าวของไปทำบุญหรือร่วมสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์           เครื่องดนตรีที่นิยมใช้ในการเจรียง  กลองกันตรึม หรือ “สโกล” เจ้าของเสียง “โจ๊ะกันตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึม” กลองประกอบจังหวะที่เป็นที่มาของคำ “กันตรึม” ซอกันตรึม หรือ “ตรัว”.. ปี่อ้อ หรือ ‘แป็ยออ’ เครื่องดำเนินทำนองสำคัญอีกชิ้นในวงกันตรึม เลาปี่สร้างจากไผ่ลำเล็ก ลิ้นปี่ใช้ไม้อ้อเหลาปลาย ที่มา : KOTAVAREE : http://kotavaree.com/?p=495 https://www.youtube.com/watch?v=M6B8KOZGkk8 เพลงเจรียงตร๊ษ (สงกรานต์) เจรียงโดย ภาณุวัฒน์ สวัสดิ์รัมย์ณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน : ตรัวพิทยา นิลสุข : กลองกันตรึม           ๗. เพลงบอก เพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคใต้ เป็นเพลงที่ใช้บอกกล่าวสื่อสารเหตุการณ์ ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนหรือแจ้งให้ประชาชนทราบ โดยมีแม่เพลง ๑ คน และลูกคู่ ๓ - ๕ คน มีเครื่องดนตรีให้จังหวะ คือ ฉิ่ง ๑ คู่ ลูกคู่อาจตบมือพร้อมกับการขับรับทำนองและบทกลอนของแม่เพลง           สำหรับการละเล่นเพลงบอกสงกรานต์ คณะเพลงบอกจะตระเวณตามบ้านใกล้เรือนเคียงเพื่อแจ้งบอกป่าวร้องให้ชาวบ้านได้ทราบว่าถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในสมัยก่อนไม่มีการพิมพ์ปฏิทินอย่างเช่นปัจจุบัน โดยเฉพาะรายละเอียดการเปลี่ยนปีหรือการประกาศสงกรานต์ประจำปี เมื่อเสร็จสิ้นการร้องเพลงบอก เจ้าของบ้านจะบริจาคเงินทองข้าวของไปทำบุญให้กับวัด หรือร่วมสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ https://www.youtube.com/watch?v=3JoDOaFs-FQ เพลงบอก ตอน ความเป็นมาเพลงบอก (วันสงกรานต์)โดย เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ หรือ นายสร้อย ดำแจ่ม ศิลปินเพลงบอกชาวใต้ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-เพลงบอก) พ.ศ. ๒๕๓๘ สงกรานต์ในดนตรีร่วมสมัยของสุนทราภรณ์           “เพลงรำวงวันสงกรานต์” ของสุนทราภรณ์เป็นผลงานการประพันธ์เพลงของครูแก้ว อัจฉริยะกุล ครูเพลงที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างสรรค์บทเพลงให้กับวงสุนทราภรณ์ โดยในคำร้องของบทเพลงนี้ได้มีการนำขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีอยู่ในวันสงกรานต์ของไทยมาใส่ไว้อย่างครบถ้วน เพลงนี้ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันและมักได้ยินตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี เพลงรำวงวันสงกรานต์ โดยวงสุนทราภรณ์  ที่มา : Thai PBS : https://twitter.com/thaipbs/status/1207307264320606209?lang=fi รวมเพลงเทศกาลวันสงกรานต์ ขับร้องประสานเสียงโดย วงสุนทราภรณ์ สงกรานต์ในเพลงไทยลูกทุ่ง           เพลงไทยลูกทุ่ง มีบทบาทต่อการบันทึกและสะท้อนภาพของสังคมไทยมาทุกยุคสมัย เพลงไทยลูกทุ่งที่สะท้อนภาพของเทศกาลสงกรานต์ที่ได้รับความนิยมมีหลายบทเพลงด้วยกัน โดยเนื้อหาของบทเพลงนอกจากจะกล่าวถึงความรักของหนุ่มสาวแล้ว ยังสอดแทรกขนบธรรมเนียมและประเพณีของเทศกาลสงกรานต์ไว้ใน คำร้องของบทเพลงนั้น ๆ ด้วย ศิลปินที่ได้ชื่อว่ามีเพลงสงกรานต์มากที่สุดในวงการเพลงไทยลูกทุ่ง คือ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เพลงที่มีชื่อเสียง ได้แก่ สงกรานต์บ้านนา  แม่นางสงกรานต์ ควันหลงสงกรานต์ มอญซ่อนผ้า เทพีสงกรานต์ลืมทุ่ง ชุดสงกรานต์บ้านนา ของศิลปิน รุ่งเพชร แหลมสิงห์ “ถนนแห่งสายน้ำชุ่มฉ่ำ”           ถนนสายสงกรานต์แห่งแรกของไทย คือ ถนนข้าวสาร มีวัตถุประสงค์ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักอาศัยและท่องเที่ยวในย่านถนนข้าวสารได้สัมผัสกับกิจกรรมการเล่นน้ำสงกรานต์ที่สนุกสนาน            ถนนข้าวสารสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๕ โดยเริ่มจากถนนหน้าวัดชนะสงครามมาตามตรอกข้าวสาร แล้วสร้างสะพานข้ามคลองมาบรรจบกับถนนเฟื่องนครหน้าสวนหลวงตึกดิน แล้วพระราชทานนามถนนตามเดิมว่า “ถนนข้าวสาร”           ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจบนถนนข้าวสารได้จัดงานสงกรานต์ขึ้นตลอดเส้นทางบนถนนข้าวสาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่พักอาศัยในย่านดังกล่าวและใกล้เคียงได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ จึงทำให้งานสงกรานต์ถนนข้าวสารมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศและทั่วโลก ถนนข้าวสารจึงเป็นเป้าหมายหลักที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติต่างเดินทางเข้ามาเล่นน้ำสงกรานต์บนถนนข้าวสารนี้ ส่งผลให้จังหวัดต่าง ๆ สร้างถนนสายสงกรานต์ของตนเองขึ้นมา ถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร(https://travel.trueid.net/detail/6xajyprVkdwq, https://bit.ly/3rLh2Ws)                     จังหวัดแรกที่นำแนวคิดการจัดงานสงกรานต์แบบถนนข้าวสารมา คือ จังหวัดขอนแก่น โดยใน พ.ศ. 2545 จังหวัดขอนแก่นกำหนดให้ถนนศรีจันทร์ตั้งแต่แยกถนนหน้าเมืองไปจนถึงบริเวณศาลหลักเมืองเป็นถนนสำหรับเล่นน้ำสงกรานต์ ปัจจุบันขยายไปจนถึงประตูเมือง จังหวัดขอนแก่นกำหนดชื่อเรียกเฉพาะงานนี้ว่า “ถนนข้าวเหนียว” ถนนข้าวเหนียว จังหวัดขอนแก่น (https://www.posttoday.com/social/local/359045)           ต่อมาจังหวัดต่าง ๆ พากันตั้งชื่อถนนภายในจังหวัดให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละภาค เพื่อเป็นพื้นที่ในการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน           ภาคกลาง มีถนนข้าวแช่ จังหวัดปทุมธานี, ถนนข้าวสุก จังหวัดอ่างทอง, ถนนข้าวต้ม จังหวัดนครนายก, ถนนข้าวตอก จังหวัดสุโขทัย และถนนข้าวหมูแดง จังหวัดนครปฐม           ภาคเหนือ  มีถนนข้าวแคบ จังหวัดตาก, ถนนข้าวข้าวปุก จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ถนนข้าวโพด จังหวัดเพชรบูรณ์, ถนนข้าวแต๋น จังหวัดน่าน และถนนข้าวขนมเส้น จังหวัดแพร่           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีถนนข้าวโพด จังหวัดนครราชสีมา, ถนนข้าวเปียก จังหวัดอุดรธานี, ถนนข้าวหอมมะลิ จังหวัดร้อยเอ็ด, ถนนข้าวปุ้น จังหวัดนครพนม, ถนนข้าวเย็น จังหวัดศรีสะเกษ และถนนข้าวกล่ำ จังหวัดกาฬสินธุ์           ภาคใต้  มีถนนข้าวยำ จังหวัดปัตตานี, ถนนข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง และถนนข้าวหมาก จังหวัดนราธิวาส ภาคกลาง ถนนข้าวแช่ (ปทุมธานี)https://bit.ly/3xJYTw1 ถนนข้าวตอก(สุโขทัย)https://www.banmuang.co.th/news/region/147727 ถนนข้าวหลาม (ชลบุรี)https://www.facebook.com/Teeneechonburi1/posts/_rdr ถนนข้าวคลุกกะปิ (ระยอง)https://bit.ly/3y47x8T ภาคอีสาน ถนนข้าวปุ้น(นครพนม)https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/605544 ถนนข้าวก่ำ (กาฬสินธุ์)http://www.yaikintiew.com/blogs/316     ภาคเหนือ ถนนข้าวแต๋น (น่าน)https://mgronline.com/travel/detail/9600000036334 ถนนข้าวโพด (เพชรบูรณ์)https://bit.ly/3kbuIpf ภาคใต้ ถนนข้าวยำ (ปัตตานี)https://thainews.prd.go.th/th/news/print_news/ ถนนข้าวดอกข่า (พังงา)https://www.matichon.co.th/region/news_1450004 “อาหารไทยสี่ภาคเลิศล้ำ”           หากกล่าวถึงประเพณีสงกรานต์ นอกจากเรื่องการสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่ไทยแล้วนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกเรื่องคือ อาหารการกินในวันสงกรานต์ ที่มีรายละเอียดความสำคัญในด้านความประณีตในการทำ ความหมายที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นไทย (https://www.gourmetandcuisine.com/news/detail/1644)           ข้าวแช่ เป็นอาหารชาวมอญ นิยมทำในช่วงวันสงกรานต์เพื่อถวายพระ ต่อมาคนไทยรับวัฒนธรรมนี้เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เดิมทีเป็นอาหารชาววัง ต่อมาจึงได้แพร่หลายในหมู่ชาวบ้านทั่วไป           แกงฮังเล เป็นอาหารที่ชาวเหนือนิยมนำไปทำบุญในประเพณีต่าง ๆ เช่น ทำบุญ ตานขันข้าว และเป็นอาหารที่นำไปไหว้และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ (https://goodlifeupdate.com/healthy-food/223122.html) (https://www.xn--12cg3cq6bmlr1hc3fujdh.com/2994)           ขนมจีนน้ำเงี้ยว คนเมืองเรียกว่า เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว เป็นอาหารที่นิยมทำในวันสงกรานต์ของภาคเหนือช่วงเวลาที่ลูกหลานกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์           แกงขนุน เป็นอาหารชื่อมงคล เชื่อว่าจะช่วยหนุนให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนไปตลอดทั้งปี นิยมทำรับประทานกันช่วงวันสงกรานต์ของภาคใต้ในวันปากปี (https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/960642/) (https://kasineeaor187.wordpress.com/)           ขนมจ๊อก หรือ เข้าหนมจ็อก หรือ ขนมนมสาว มีความหมายว่าขนมที่มีลักษณะเป็นจุก ภาคกลางเรียกว่าขนมเทียน เดิมชาวเหนือนิยมทำขนมจ๊อกเฉพาะไส้หวาน ปัจจุบันบางบ้านก็จะมีการทำไส้เค็มด้วย เป็นขนมที่ชาวเหนือนิยมทำกันในช่วงวันสงกรานต์ และนำไปถวายพระในวันเนา           เข้าหนมปาด หรือ ขนมปาด เป็นขนมพื้นบ้านของชาวไทลื้อ ภาคกลางเรียกว่าศิลาอ่อน ปัจจุบันยังพอหาชิมได้ในพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลเมืองลี จังหวัดน่าน (https://www.lannapost.net/2021/09/blog-post_15.html)           ข้าวแตน (อ่านว่า เข้าแต๋น) นิยมเรียกในภาคเหนือ ส่วนภาคกลางเรียกว่า ขนมนางเล็ด, เข้าฅวบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว และ เข้าแคบ หรือ ข้าวแคบ ทั้งสามอย่างเป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวที่มีความกรอบ นิยมกันใน ข้าวแตน(https://bit.ly/3rHgCjR) เข้าฅวบ(https://fat2562.blogspot.com/blog-post.html) เข้าแคบ(https://bit.ly/38ia447) (https://sistacafe.com/summaries/46898)           เข้าพอง (อ่านว่า ข้าวปอง) ภาคกลางเรียกว่า ข้าวพอง ในอดีตมักนำไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพาหนะใช้ในการเดินทาง           เข้าหนมเกลือ (อ่านว่า เข้าหนมเกื๋อ) หรือ ขนมเกลือ เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำเกลือ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วจึงนำมาห่อใบตองให้มีลักษณะแบน เนื้อขนมที่สุกจะมีสีขาว รสเค็มเล็กน้อย ปัจจุบันมีการเติมกะทิและงาดำ หรือน้ำตาลปี๊บเพื่อเพิ่มรสชาติ (https://www.lannafood.com/blog/) (https://bit.ly/3ka4ZNW)           ข้าวเหนียวแดง หรือชาวล้านนาเรียกว่า ข้าววิตู หรือ เข้าอี่ทู หรือ เข้าวิทู เป็นขนมที่นิยมทำในช่วงสงกรานต์ เพราะเป็นช่วงที่ลูกหลานกลับภูมิลำเนาและร่วมแรงร่วมใจกันทำขนมเพื่อนำไปทำบุญถวายพระ แจกจ่ายแก่เพื่อนบ้านและญาติมิตร รวมทั้งรับประทานกันในครอบครัว           กาละแม เป็นขนมหวาน นิยมกันในหมู่ชาวมอญ และมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน (https://www.agoda.com/th-th/travel-guides/thailand/songkran-festival-2019) “ความสำคัญของประเพณี”           ประเพณีสงกรานต์ นับเป็นประเพณีหนึ่งที่มีคุณค่าและความสำคัญทางวัฒนธรรมที่จะแสดงถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว ชุมชน และสังคม เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และบรรยากาศของความกตัญญู ความเคารพซึ่งกันและกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน            คุณค่าความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเพณีสงกรานต์ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้           คุณค่าต่อตนเอง วันสงกรานต์อาจถือได้ว่า เป็นวันแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นโอกาสที่ทำให้กลับมาสำรวจตนเองว่า ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เราได้กระทำการใดที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง หรือสังคม รวมถึงสำรวจสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนเองในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าหรือความสุข             คุณค่าต่อครอบครัว รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งเป็นวันมหาสงกรานต์ของทุกปีเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” เพื่อให้ลูกหลานตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ บุพการี หรือผู้อาวุโสภายในครอบครัว และกำหนดให้วันที่ ๑๔ เมษายน ของทุกปีเป็น “วันครอบครัว” เนื่องด้วยช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านหรือภูมิลำเนาไปหาครอบครัว และมีโอกาสอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ บิดามารดา เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันในการดำรงชีวิต การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งทำกิจกรรมอื่น ๆ ภายในครอบครัวร่วมกัน (https://www.stou.ac.th/schools/shs/booklet/book55_2/culture.html)           คุณค่าต่อชุมชน ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ทำบุญตักบาตร หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัดร่วมกัน ได้สังสรรค์และสนุกสนานรื่นเริงด้วยการเล่นรดน้ำ และการละเล่นตามประเพณีท้องถิ่น           คุณค่าต่อสังคม ก่อให้เกิดความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน สิ่งของเครื่องใช้ ทำความสะอาดวัดวาอาราม พื้นที่สาธารณะ และอาคารสถานที่ของชุมชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย          คุณค่าต่อศาสนา วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของพุทธศาสนิกชน โดยการทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระ ฟังเทศน์ฟังธรรม สรงน้ำพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงความเคารพต่อปูชนียบุคคลที่ดำรงสืบทอดพระพุทธศาสนา การทำบุญทำทาน และการถือศีลปฏิบัติธรรม ล้วนเป็นเหตุแห่งความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน          ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีที่งดงามทรงคุณค่า เป็นช่วงเวลาแห่งการรักษาความสะอาดทั้งกาย ใจ และสิ่งแวดล้อม คุณค่าในการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณและการแสดงความรักความปรารถนาดีและความเอื้ออาทรแก่ญาติมิตร นับเป็นประเพณีแห่งความสมัครสมานสามัคคีในครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย ในฐานะประชาชนคนไทยควรตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญ และแก่นแท้ของประเพณีสงกรานต์ที่งดงามและช่วยกันสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามด้วยการยึดถือปฏิบัติกันสืบไป “สงกรานต์ปีนี้ ๒๕๖๕”           ในเดือนเมษายน ๒๕๖๕ ที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เผยแพร่ประกาศสงกรานต์ พร้อมคำทำนายดวงเมืองประจำปี ของฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ดังนี้ ปีขาล (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุไม้) จัตวาศก จุลศักราช ๑๓๘๔ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๙ นาฬิกา ๔๕ นาที ๔๖ วินาที นางสงกรานต์ ทรงนามว่า "กิริณีเทวี" ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ นางกิริณีเทวี _______________________________________________________________________________วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๙ นาที ๔๘ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น ๑๓๘๔     ปีนี้ วันพุธเป็นธงชัย   วันอังคาร เป็นอธิบดี   วันอังคาร เป็นอุบาทว์   วันพฤหัสบดี เป็นโลกาวินาศ ปีนี้วันอาทิตย์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๒๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า นาคให้น้ำ ๔ ตัว  เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒ ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิขาติ (ด้วงและแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย____________________________________________________________________________

ภาพตัวอย่าง

เยี่ยมเยือนเมืองสยาม ย้อนเวลาไปกับหนังสือหายาก

  หนังสือหา (ไม่) ยาก เมื่อกล่าวถึงหนังสือหายาก (Rare Book) คนทั่วไปมักจะนึกถึงการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือเก่าที่หาไม่ค่อยพบ ซึ่งเกิดจากตัวเล่มหนังสือหรือเนื้อหา ทั้งนี้เพราะหนังสือประเภทนี้ จัดอยู่ในห้องสมุดเฉพาะ ดังนั้นวิธีการเก็บรักษา การบริการ จึงค่อนข้างแตกต่างกับหนังสือทั่วไป อีกทั้งวิธีการเรียบเรียงเนื้อเรื่องของคนสมัยก่อน มักแทรกความรู้อื่นไว้ในเรื่องที่เขียนด้วย           หนังสือหายากของหอสมุดแห่งชาติ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่านานัปการ ตั้งแต่ผู้ครอบครอง เนื้อหา การพิมพ์ ตลอดจนอายุของหนังสือ ทั้งนี้เพราะหนังสือส่วนหนึ่งเดิมเป็นหนังสือจากหอพระสมุดหลวงส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงสถาปนาหอสมุดแห่งชาติ อีกส่วนหนึ่งเป็นหนังสือจากหอพระสมุดส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีจำนวนมากนับแสนเล่ม หอสมุดแห่งชาติซึ่งถือได้ว่าเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของชาติ จึงได้พยายามอนุรักษ์รักษาหนังสือเหล่านี้ให้คงเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาติตลอดไป ลักษณะของหนังสือหายากในหอสมุดแห่งชาติ เยี่ยมเยือนเมืองสยาม           หนังสือหายาก มีความรู้ที่น่าศึกษาค้นคว้าน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ประวัติบุคคลสำคัญของบ้านเมือง และเรื่องอื่น ๆ ผ่านเรื่องราวของหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า อาทิ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง หนังสือหายากแต่ละเล่ม ทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการความเป็นไปในอดีตในมุมมองที่แตกต่างกัน อาจเป็นมุมมองของชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเมืองในช่วงระยะเวลานั้น โบราณสถาน ตลอดจนผู้คนพลเมือง   การท่องเที่ยว           “เที่ยว” เป็นกริยาที่เดินไป หรือ ไปด้วยยานพาหนะ เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน เพลิดเพลินหรือเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้ไปด้วยเหตุทำกิจธุระหรือความจำเป็น           คำว่า “เที่ยว” หรือ “การเที่ยวเตร่” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ “เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ” ความตอนหนึ่งว่า ประวัติการท่องเที่ยว           ในอดีตการเดินทางท่องเที่ยวแบบเป็นหมู่คณะอาจมีจำกัดเพียงพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่จะเสด็จประพาสยังสถานที่ต่าง ๆ ส่วนประชาชนทั่วไปไม่นิยมเดินทางไกลนอกจากมีความจำเป็น เนื่องจากยังไม่มีพาหนะที่มีประสิทธิภาพในการเดินทาง ซึ่งการเดินทางนั้นมักผูกติดกับกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่           - การเดินทางไปจาริกแสวงบุญ เป็นรูปแบบการเดินทางห่างบ้านที่ชาวสยามคุ้นเคยที่สุด เช่น ชาวล้านนานิยมเดินทางไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ชาวกรุงศรีอยุธยาเดินทางมาไหว้พระพุทธบาท สระบุรี ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา           - การเดินทางไปเยี่ยมญาติ เช่น นิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ กล่าวถึงการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองแกลง แถบชายทะเลตะวันออกของอ่าวไทย เพื่อเยี่ยมญาติทางฝ่ายบิดา           - การเดินทางเพื่อหาเลี้ยงชีพ เช่น การทำอาชีพพรานป่า ชาวประมงที่ออกหาปลาในทะเล พ่อค้าเดินทางไปค้าขายต่างเมือง           - การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเนื่องจากประสบภัยต่าง ๆ เช่น โรคระบาด สงคราม           - การเดินทางเพื่อไปปฏิบัติกิจราชการ เช่น ขุนนางและไพร่พลต้องเกณฑ์ไปราชการทำสงคราม หรือ ขุนนางได้รับมอบหมายไปปกครองดูแลบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ           นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา เริ่มมีการทำการค้าและมีปฏิสัมพันธ์กับชาวตะวันตก ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ ทำให้สยามต้องเปิดประเทศ มีชาวตะวันตกเข้ามาอาศัยอยู่ในพระนครมากขึ้น จึงมีการรับเอาค่านิยมและธรรมเนียมตะวันตกหลายอย่าง รวมถึงธรรมเนียมการพักผ่อน เช่น การขี่ม้าชมเมือง และการรักษาสุขภาพตามคำแนะนำของมิชชันนารีที่มีความรู้เรื่องแพทย์แผนปัจจุบัน ให้ผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการพักผ่อนไป “เปลี่ยนอากาศ” ในบริเวณที่มีอากาศดี การเดินทางไปพักแรมตากอากาศของพระบรมวงศานุวงศ์หรือชนชั้นสูง ขุนนาง ข้าราชการ ประโยชน์ของการท่องเที่ยว           การท่องเที่ยวนอกจากทำให้เกิดความเพลิดเพลินแล้ว ยังมีความสำคัญก่อให้เกิดผลดีและมีประโยชน์ต่อชีวิตหลายประการ ซึ่งสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชทรงอธิบายถึงประโยชน์ของการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ไว้ในเรื่อง “เที่ยวเดินทางในเขตรสยาม” ใน "หนังสือชีวิวัฒน์" ได้แก่          การเพิ่มพูนความรู้ และช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์“การเที่ยวเดินทางในที่ต่าง ๆ นี้ เห็นว่าเปนของที่จะบำรุงกายแห่งกุลบุตรผู้จะแสวงหาความสบายได้อย่างหนึ่ง บางทีก็จะมีคุณวิเสศได้พบได้เห็นของประหลาดต่าง ๆ ที่จะชี้ชูปัญญาให้รุ่งเรืองได้บ้าง...”          ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ“เปนของชูกำลังให้อายุยืน เพราะมีแต่สนุกสบายเสมอไม่ทุกข์... จะได้ลมอากาศ เปลี่ยนแปลกผิดกว่าบ้านเรือนในกรุงเทพ ฯ ของตัว... โรคไภยที่มีอยู่ก็คงจะค่อยระงับบรรเทาลง ฤาโรคที่จะเกิดขึ้นในตัวก็ไม่ใคร่จะมีได้เพราะสบายกายสบายใจอยู่เสมอ...” ทัศนียภาพบริเวณเกาะสีชังสถานที่ที่เจ้านายและขุนนาง มักใช้เป็นสถานที่เปลี่ยนอากาศและรักษาพระองค์ยามเจ็บไข้ พลับพลาที่เกาะสีชัง เมืองชลบุรีสถานที่แปรพระราชฐานเพื่อประทับรักษาพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์  ตลอดจนผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้สถานที่นี้เป็นที่พักผ่อน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ พระเจ้าน้องนางเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอาการประชวรพระโรควักกะพิการเป็นเวลานาน พระองค์จึงโปรดให้แปรพระราชฐานโดยเสด็จไปตามหัวเมืองด้วยเสมอเพื่อเปลี่ยนอากาศบำรุงพระกำลัง ทำให้พระอาการดีขึ้น ผ่อนคลายความตึงเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิผลการทำงาน          "เมื่อมีเวลาว่างราชการแลทำมาหากิน ควรจะต้องผ่อนกายและกำลังให้มีความสบาย ...ถ้าจะทำการไม่มีเวลาเที่ยวบ้าง พิเคราะห์ดูเห็นว่าชีวิตรจะเปนไปไม่ยืนยาวโรคภัยเบียดเบียนหาความศุขมิได้ ทุกชาติทุกภาษาคงต้องมีเวลาว่างจากการ ซึ่งเรียกว่าโฮเลเด..." พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสำราญพระอิริยาบถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร ณ น้ำตกธารเสด็จ เกาะพงัน เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๘ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ประเพณีวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย และการใช้ชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ            “ถ้าได้ไปในเมืองนั้นคงจะรู้จักบ้านเมืองและจำรู้ทางชัดเร็วแน่นอน ถ้าจะมีผู้ซักผู้พูดถึงเมืองนั้น ๆ ก็จะเล่าได้พูดตามความรู้ความเห็นของตัว... ประการหนึ่งจะได้รู้จักชาติแห่งคนชาวบ้านชาวเมืองภูมิประเทศนั้น ๆ ที่จะมีกิริยาหน้าตาสุ้งเสียงอย่างไร และจะทำมาหากินเลี้ยงชีวิตรด้วยสิ่งอันใด...” วิถีชีวิตของราษฎรบริเวณรอบทุ่งกุลาร้องไห้ นอกเมืองร้อยเอ็ด ในสมัยเมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ  เสด็จตรวจราชการเมืองร้อยเอ็ด วันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ รู้จักโบราณสถานโบราณวัตถุที่สำคัญ ๆ           “ประการหนึ่งเมืองใดมีของโบราณวิชาช่าง เปนบ้านเปนตึกเปนวัดโบถพิหารพระเจดีย์พระปางค์...ในชีวิตรหนึ่งควรจะได้เห็นไว้ ให้เปนที่เจริญใจสดับสติปัญญาให้รุ่งเรือง” วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารถ่ายจากด้านทิศเหนือ ด้านขวามือเห็นยักษ์ที่หน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ พระวิหารหลวง วัดพระสิงค์ วรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ภาพพระวิหารหลวงทรงจัตุรมุขหลังเดิม ต่อมาชำรุดทรุดโทรม จึงได้สร้างพระวิหารหลังใหม่ขึ้นแทน เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๗ ได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์           “บางทีที่จะได้พบของโบราณปลาดเปนพระพุทธรูปเก่าๆ ... แลเทวรูปเปนรูปอิศวรนารายน์พิคเนฆต่าง ๆ หล่อด้วยทองอย่างเก่า แลของเล็กน้อยอย่างนี้มีอิกมาก บางทีเปนของ ประหลาดหายาก ตามซึ่งชนสยามได้นับถือกันว่าเปนของวิเสศกันได้ต่าง ๆ ...” ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วยในการประกอบสัมมาอาชีพ           “คนซึ่งเปนพ่อค้า ซึ่งจะแสวงหาสิ่งที่เปนประโยชน์แก่ตนที่ควรจะทราบสินค้าซึ่งเกิดมีเกิดเปนตามเมืองนั้น ๆ... ก็อาจสามารถที่จะสืบสวนแลชักจูงหาผู้แทนหรือแสวงหาสินค้านั้น ๆ มาซื้อขายตามประโยชน์แก่กำไรของตนซึ่งเห็นว่าจะได้มาจำหน่ายตามประโยชน์ในที่ควรได้ตามกาลเวลา” กลุ่มเกวียนเทียมวัว และเรือบรรทุกสินค้าไปค้าขายที่ริมแม่น้ำน่าน หน้าเมืองพิชัย ปัจจุบันคืออำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ การคบค้าสมาคมกับผู้อื่น           “ถ้าจะว่าตามประโยชน์ที่คบเพื่อนฝูง ถ้าได้ไปเที่ยวได้ทั่วทุกแห่ง ถ้าถึงแห่งใดก็จำต้องรู้จักพบปะคนในเมืองนั้น ๆ ... ถ้าแม้ว่าจะไม่ต้องการในทางมิตรที่ดีก็คงยังเปนประโยชน์ที่จะได้รู้จักคนนั้น ๆ ไว้...” พระยาตรังกานูคอยรับเสด็จ ในคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายทเลตวันตก พระยาตรังกานูนี้เป็นผู้หนึ่งที่ทรงยินดีได้เข้ามาเฝ้า ฯ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๙   การเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๕           พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชอัธยาศัยโปรด ฯ การเสด็จประพาสตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เสด็จประพาสที่ต่าง ๆ เกือบทุกปี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางคราวเสด็จ ฯ ไปเป็นทางราชการ บางคราวเสด็จ ฯ ไปเพื่อสำราญพระราชอิริยาบถ ไม่โปรด ฯ ให้จัดการรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ที่เรียกว่า “เสด็จประพาสต้น” ทรงพอพระราชหฤทัยที่จะประทับที่ใดก็ประทับที่นั้น การเสด็จประพาสต้นมีประโยชน์แก่ราชการบ้านเมือง เพราะเสด็จประพาสปะปนไปในหมู่ราษฎร ได้ทรงทราบคำกราบบังคมทูลของราษฎรปรารภสุขทุกข์ ซึ่งไม่สามารถจะทรงทราบได้จากทางอื่น การเสด็จประพาสต้นในรัชกาลของพระองค์เกิดขึ้น ๒ ครั้ง คือ การเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๗ เสด็จโดยทางเรือจากพระราชวังบางปะอิน ไปมณฑลราชบุรี แล้วเสด็จกลับมามณฑลนครชัยศรี และมณฑลอยุธยา การเสด็จครั้งนี้ทรงสำราญพระราชอิริยาบทมากกว่าครั้งใด ๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับเสวยพระกระยาหาร พร้อมด้วยผู้ตามเสด็จ ที่บริเวณตลิ่งสูง ในป่าใต้วังนางร้าง ในคราวเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ พุทธศักราช ๒๔๔๙           การเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๙ เสด็จโดยชลมารคจากกรุงเทพมหานครไปทางอยุธยา ทรงนมัสการพระพุทธบาทที่เมืองสระบุรี ผ่านอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ ไปจนถึงกำแพงเพชร แล้วทรงย้อนกลับลงมาทางเมืองนครสวรรค์  กระบวนเรือเสด็จประพาสต้นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หยุดพักที่หาดใต้แสนตอ  เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ การเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๖           ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองต่างๆ ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ในรัชกาลที่ ๕ เช่น เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เสด็จพระราชดำเนินไปมณฑลพายัพ เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก นอกจากนี้นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมและขยายเส้นทางรถไฟ ทำให้ประชาชนมีความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช   สยามมกุฎราชกุมารเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ช้างในขบวนเสด็จเดินทางจากตำบลกะปาง          ไปยังพลับพลาที่ประทับตำบลทุ่งสง เมืองนครศรีธรรมราช พุทธศักราช ๒๔๕๒ ซุ้มพระปรางค์พระมหาธาตุ เมืองสุโขทัยภาพจากหนังสือเรื่อง เที่ยวเมืองพระร่วง ขอมดำดิน ในลานวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยภาพจากหนังสือเรื่อง เที่ยวเมืองพระร่วง     การเสด็จประพาสในรัชกาลที่ ๗           พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือและนครเชียงใหม่ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๙ เสด็จผ่านเมืองต่าง ๆ ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงแสน เชียงใหม่ และลำพูน   เจ้าแก้วนวรัฐขี่ช้างนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เข้าสู่เมืองเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๔๖๙ ท่องเที่ยวทั่วไทย ห่างไกลโควิด           การนำเสนอการท่องเที่ยวด้วยภาพและเรื่องราวจากหนังสือหายากในครั้งนี้ เป็นการเดินทางย้อนเวลาไปในเหตุการณ์ สถานที่ และบุคคล ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้พบเห็น ผ่านจินตนาการของแต่ละท่านมาเติมเต็มภาพ เรื่องราวในภาพนั้น โดยจัดแบ่งเรื่องราวออกตามภูมิภาคของประเทศ ดังนี้           ๑. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคเหนือ เช่น อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์ จดหมายเหตุระยะทางเสด็จหัวเมืองเหนือ           ๒. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เที่ยวตามทางรถไฟ เมืองสระบุรี เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ ๔ ว่าด้วยเที่ยวมณฑลอุดร แล มณฑลอิสาณ นิราศหนองคาย           ๓. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคกลาง เช่น จดหมายเหตุเรื่องประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕ ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ เที่ยวเมืองพระร่วง           ๔. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออก เช่น พระราชนิพนธ์เสด็จประพาศจันทบุรี จดหมายเหตุเรื่องเปิดรถไฟสายตะวันออกและสายเหนือและเสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองฉะเชิงเทรา เรื่องเสด็จประพาสคลองแสนแสบ           ๕. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคตะวันตก เช่น พระราชนิพนธ์เสด็จประพาศไทรโยค กลอนไดอรีซึมทราบกับตามเสด็จไทรโยค นิราศรถไฟสายราชบุรี           ๖. หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภาคใต้ เช่น ชีวิวัฒน์ จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ นิราศถลาง เพราะหนังสือจึงรังสรรค์